Category Archives: ความรู้เกี่ยวกับสมุนไพรไทย

ขมิ้น บำรุงผิว ขาวเปล่งปลั่ง สุขภาพดี

ข่าว น่าสลดเกิดขึ้นอีกครั้ง เรื่องของว่าที่เจ้าสาวที่ต้องมาเสียชีวิตลง เนื่องจากสาเหตุ การรับประทานสารเสริมความงามเกินขนาด ! เมื่อวันที่ 22 มี.ค. ที่ผ่านมา… แน่นอนว่ามันเป็นความโศกเศร้าของครอบครัวและคนรัก และเป็นเรื่องที่คนจำนวนไม่น้อยรู้สึกสลดใจกับชีวิตคู่ของคนสองคนที่ควรเริ่มต้นไปด้วยดี แต่ต้องมาเกิดเรื่องขึ้นเพราะสารเสริมความงาม… อย่างไรก็ตามนี่ไม่ใช่ครั้งแรก ที่มีคนต้องเสียชีวิตเพราะสารเสริมความงาม สารพัดอย่าง… ซึ่งเชื่อว่าหลายๆ คนก็มีความหวาดกลัวในเรื่องผลข้างเคียงของมัน ตามข่าว ว่าที่เจ้าสาวรายนี้รับประทานทั้งยาทำให้ผิวขาว ยาลดความอ้วน ประกอบกับพบว่ามีความจำเป็นต้องใช้ยารักษาโรคหอบหืด ซึ่งในเบื้องต้นคาดว่าสาเหตุที่ทำให้เสียชีวิตคือการรับประทานยาเสริมความงามเกินขนาด !

นี่เป็นเรื่องที่น่ากลัว เพราะมีคนจำนวนไม่น้อยนิยมหาซื้อยาหรือที่เรียกว่าอาหารเสริมมารับประทานเพื่อความงาม โดยที่ไม่ได้ระวังในเรื่องผลข้างเคียง แต่… เราไม่จำเป็นต้องเสี่ยงขนาดนั้น เพราะเรายังสามารถใช้สิ่งที่ปลอดภัยกว่า และมาจากธรรมชาติอย่างสมุนไพร มาใช้ในเรื่องความสวยความงามได้เช่นกัน !

สมุนไพรที่สามารถช่วยทำให้เรามีผิวพรรณที่สวยงามและขาวเปล่งปลั่งขึ้น มีอยู่หลายขนาน แต่ที่นิยมมากที่สุดอบ่างหนึ่งก็คือ… “ขมิ้น”

ขายขมิ้นชัน

ขายขมิ้นชัน

เราสามารถใช้ขมิ้นสด หรือขมิ้นตากแห้งบดเป็นผง นำมาใช้เป็นผงพอกและขัดตัว ทิ้งไว้สักครู่ก็อาบน้ำล้างออกตามปกติ ขมิ้นจะช่วยให้เรามีผิวพรรณที่ดูเปล่งปลั่งขึ้น ขาวขึ้น ช่วยขจัดสิ่งสกปรกและต่อต้านอนุมูลอิสระ ทำให้ผิวดูขาวขึ้นมีสุขภาพดีขึ้น

และนอกเหนือจากการใช้ขมิ้นผงเปล่าๆ ผสมน้ำแล้ว เรายังสามารถนำเอามาผสมกับสมุนไพรได้อีกหลายตำรับเพื่อให้เกิดผลดีต่อความสวยงามของผิว เช่น…

ขมิ้น น้ำผึ้ง และน้ำมะนาว เพื่อเพิ่มสรรพคุณในการชำระล้าง ผลัดเซลล์ผิวใหม่ และบำรุงให้ผิวชุ่มชื้นมีสุขภาพดีได้อีกด้วย

ขมิ้นชันพอกหน้า

ขมิ้นชันพอกหน้า

 

ขมิ้น ไพล ว่านนางคำ และดินสอพอง สูตรนี้เราต้องใช้สมุนไพรแห้งบดเป็นผงละเอียด เวลาที่เราจะใช้ให้นำสมุนไพรมาผสมกับดินสอพอง เอาไปละลายน้ำแล้วนำมาขัดตัว อย่างไรก็ตามสูตรนี้เราแนะนำให้ใช้แค่อาทิตย์ละครั้งก็พอ เพื่อที่จะทำให้ผิวขาวขึ้น และมีความนุ่มเนียนได้อีกด้วย

นี่เป็นการใช้สมุนไพรเพื่อทำให้ผิวของเราขาวขึ้นได้ โดยที่ไม่ต้องไปพึ่งการรับประทานยาที่อ้างว่าทำให้ขาวจากการรับประทาน ที่อาจมีผลข้างเคียง หากไม่ใช่ยาที่ผ่านการตรวจรับรองจากผู้เชี่ยวชาญทางด้านการแพทย์ สมุนไพรใช้ทาภายนอกก็ช่วยเราให้มีผิวที่สุขภาพดีและขาวขึ้นได้อย่างเห็นผล !

ผิวสวยด้วยขมิ้น

ผิวสวยด้วยขมิ้น

 

สมุนไพรเทียนทั้ง 5 บำรุงสมองและระบบประสาท

เป็นข่าวที่เกรียวกราวและน่าตกใจเป็นอย่างมาก เมื่อมีอุบัติเหตุรถยนต์หรูยี่ห้อเบนซ์ชนกับรถฟอร์ด ทำให้เกิดเพลิงลุกไหม้และมีผู้เสียชีวิต ! ซึ่งแน่นอนว่ามันเป็นข่าวที่น่าสลด และมีประเด็นอีกหลายหลายตามมาในโลกออนไลน์ แต่ส่วนหนึ่งบอกว่าผู้ที่ขับรถเบนซ์ขับรถด้วยความประมาทจนเกิดเหตุนี้ขึ้น… เอาล่ะ เรื่องราวข้อเท็จจริงจะเป็นอย่างไรเราก็ต้องปล่อยให้เจ้าหน้าที่และหน่วยงานพิสูจน์หลักฐาน แต่ที่เราอยากจะมาพูดคุยกันในวันนี้ก็ด้วย

สมุนไพร คลายเครียด

สมุนไพร คลายเครียด

เรื่องของการใช้สมุนไพร เพื่อบำรุงสมองและประสาท เพื่อที่จะทำให้เรามีสติ และอารมณ์ที่

แจ่มใสขึ้น

เมื่อคนเรามีสติการตัดสินใจในการทำอะไรก็จะดีขึ้น และเราจะสามารถลดปัญหาเรื่องอุบัติเหตุได้อีกด้วย เนื่องจากเรามีสติระลึกรู้และสามารถควบคุมตัวเองได้มากขึ้น…

สมุนไพรที่น่าสนใจในเรื่องการบำรุงสมองและระบบประสาทขนานเอกในยาตำรับไทยชนิดหนึ่งก็คือ “เทียนทั้งห้า” หรือเรียกอีกชื่อว่า “พิกัดเทียนทั้งห้า”  ยาตำรับนี้มีสรรพคุณ สามารถช่วยบำรุงระบบและสมอง เสริมความจำ ทำให้สมองทำงานได้ดีขึ้น คลายความเครียด ลดความวิตกกังวล ทำให้อารมณ์แจ่มใส และยังช่วยให้นอนหลับง่ายและหลับสนิทยิ่งขึ้น

สมุนไพรเทียนทั้ง 5 ประกอบขึ้นจากตัวยาสมุนไพร 5 ชนิด ได้แก่…

เทียนดำ มีสรรพคุณ บำรุงโลหิต ขับลมในลำไส้ แก้อาการคลื่นไส้อาเจียน เวียนหัว หน้ามืดตาลาย ขับเสมหะ ทำให้รู้สึกสดชื่น เทียนดำมีกลิ่นหอมฉุน มีรสชาติเผ็ด ขม ให้ความรู้สึกร้อน คล้ายๆ กับเครื่องเทศ

เทียนขาว มีสรรพคุณ แก้ลมวิงเวียน แก้อาการหน้ามืด ตาลาย ใจสั่น คลื่นเหียน อาเจียนแก้อาการจุกเสีย มีลมในกระเพาะและในลำไส้ ขับลมเสียดแทงภายใน ขับเสมหะ แก้ดีพิการ และยังสามารถใช้ขับระดูขาวในคุณสุภาพสตรีได้อีกด้วย

เทียนแดง มีสรรพคุณ เพิ่มการไหลเวียนของโลหิต แก้ลมวิงเวียน แก้อาการหน้ามืด ตาลาย ใจสั่น คลื่นไส้ อาเจียน แก้ลมเสียดมีอาการจุกแน่นในท้อง

เทียนข้าวเปลือก มีสรรพคุณ เป็นยาบำรุงกำลัง ขับลมในท้องและลำไส้ ทำให้หายจุกแน่นท้อง  ขับเสมหะ แก้ชีพจรอ่อนชีพจรพิการ แก้อาการนอนสะดุ้งตอนกลางคืน ทำให้หลับสนิท

เทียนตาตั๊กแตน  มีสรรพคุณ บำรุงธาตุ ทำให้สุขภาพแข็งแรง และเกิดความสมดุล ขับเสมหะ ทำให้รู้สึกสดชื่น ขับลม แก้ปัญหาเลือดกำเดาไหล ดูแลเส้นเลือดให้มีความยืดหยุ่นไม่เปราะแตกง่าย

นี่คือสมุนไพรไทยที่มีชื่อว่า เทียนทั้ง 5 ซึ่งเป็นยาดีที่น่ามีเอาไว้ใช้ภายในบ้าน และควรรับประทานเป็นประจำ ทำให้ร่างกายแข็งแรง สามารถบำรุงสมองและระบบประสาท ทำให้เรามีสติแจ่มใส แก้ปัญหาในเรื่องหลอดเลือด สามรถช่วยทำให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น ขับลมขับเสมหะ

สมุนไพร ยาอายุวัฒนะ ต่อต้านความชรา

เป็นเรื่องที่น่าสนใจสำหรับคนที่ไม่ยอมแพ้วันเวลาปล่อยตัวให้โรยราไปตามวัย เมื่อพระเอกรุ่นเก๋าชาวฮ่องกง “หลี่ เหลียงเหว่ย” ที่เคยรับบท “ติงลี่” ในละครโทรทัศน์เรื่องเจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้เมื่อหลายปีก่อน มารับงานเป็นพรีเซนเตอร์ให้กับรังนกยี่ห้อดัง เนื่องจากปัจจุบัน เขามีอายุเข้าสู่วัยเลข 6 แล้ว แต่รูปร่างหน้าตายังดูหนุ่มแน่นอย่างไม่น่าเชื่อ เรียกว่าทำเอาหนุ่มๆ อายกันเลยทีเดียวในความฟิตของป๋าหลี่ ซึ่งก่อนหน้านี้รังนกยี่ห้อเดียวกันก็คว้าเอาดาราสาวรุ่นใหญ่ที่ดูสวยไม่สร่างแม้วัยจะ 60 แล้ว อย่าง หมีเซียะ มาเป็นพรีเซนเตอร์เช่นกัน เรียกว่าสร้างความฮือฮาให้กับผู้คนได้เป็นอย่างมากสำหรับความเป็นหนุ่มเป็นสาวอ่อนกว่าวัยของดาราฮ่องกงทั้งสองท่านนี้

สมุนไพร อ่อนเยาว์ ไม่แก่

สมุนไพร อ่อนเยาว์ ไม่แก่

การดูเป็นหนุ่มสาวกว่าวัย สมุนไพรก็ช่วยได้ ในตำรับยาไทยมียาสมุนไพรมากมายหลายชนิดที่สามารถลดวัยต้านความชรา ทำให้รู้สึกกระชุ่มกระชวยดูเป็นหนุ่มเป็นสาวได้เป็นอย่างดี รับรองว่ามีสรรพคุณไม่น้อยหน้ารังนกแน่นอน

ตัวอย่างสมุนไพรที่ช่วยเสริมความแข็งแรงเป็นยาอายุวัฒนะต่อต้านความชรา อาทิเช่น

บอระเพ็ด สมุนไพรรสขมจัด มีสรรพคุณเป็นยาอายุวัฒนะ บำรุงกำลัง บำรุงธาตุ ปรับสมดุลในร่างกาย ช่วยให้เจริญอาหารและยังเป็นยาลดไข้ได้อีกด้วย

ดอกคำฝอย ดอกไม้ที่มีกลิ่นหอมและมีรสหวานอ่อนๆ เป็นยาอายุวัฒนะชะลอความชรา มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระสูง และยังสามารถใช้ในการลดไขมันในเส้นเลือด บำรุงหัวใจ บำรุงโลหิต ขับเลือดทำให้ประจำเดือนมาเป็นปกติ แต่ต้องระวังการใช้ สตรีมีครรภ์ไม่ควรรับประทาน

หญ้าหวาน เป็นพืชที่สามารถใช้ให้ความหวานแทนน้ำตาลในคนที่เป็นโรคเบาหวานได้ มีสรรพคุณช่วยบำรุงตับอ่อน ลดไขมันในเส้นเลือด ป้องกันโรคความดันโลหิตสูงและโรคหัวใจ นอกจากนี้มันยังมีสารต้านอนุมูลอิสระในปริมาณที่สูงสามารถชะลอความเสื่อมของเซลล์ในร่างกายได้เป็นอย่างดี

กระชายดำ อันนี้น่าจะเป็นที่รู้จักกันดีในหมู่ท่านชาย เพราะมันได้ชื่อว่าเป็นยาบำรุงกำลังเสริมสมรรถภาพของท่านชายได้ดีไม่แพ้โสม สรรพคุณทางยาสมุนไพร แก้อาการปวดเมื่อย หืดหอบ ทำให้ร่างกายแข็งแรง แก้อาการเหนื่อยล้าอ่อนเพลีย ปรับสมดุลโลหิต ทำให้ผิวพรรณผ่องใสดูเป็นหนุ่มเป็นสาวกว่าวัย

นอกจากนี้ยังมีสมุนไพรไทยอีกมากมายหลายชนิดที่สามารถช่วยต่อต้านความชรา ส่วนใหญ่เป็นเพราะมันมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง สามารถต่อต้านความเสื่อมของเซลล์ในร่างกายและขจัดสารพิษทำให้ร่างกายมีความสดชื่นดูอ่อนเยาว์กว่าวัย ในกรณีที่สมุนไพรบางชนิดมีรสขมรับประทานยาก หรือต้องการความสะดวกในการรับประทาน ก็สามารถใช้เป็นสมุนไพรอบแห้งบดเป็นผงบรรจุแคปซูลก็ใช้ได้เช่นกัน

 

 

สมุนไพรแก้อาการท้องเสีย

ภาพหญิงสาวทำจริงจังกับเพื่อนชาย (ร่างท้วม) ที่ทำหน้าแตกตื่นกอดกระเป๋า กลายเป็นภาพที่ถูกเอาตัดต่อ เพิ่มคำล้อเลียนกันกระหึ่ม Social Network กลายเป็นกระแสที่เอาไปล้อเลียนเล่นมุกต่างๆ นานา ในทำนองถึงต้องการแต่ก็… ทำไม่ได้ ! เยอะแยะมากมาย และเชื่อว่าคนจำนวนมากก็ได้เห็นภาพเหล่านี้มาแล้ว ภาพนี้มาจากละครแนว Comedy เรื่อง ไดอารี่ตุ๊ดซี่ส์ (DiaryTootsies) ออกอากาศทางช่อง GMM 25 ซึ่งเริ่มออกอากาศมาตั้งแต่ต้นปี 59 ที่ผ่านมาหมาดๆ นี่เอง จุดสำคัญที่ทำให้ภาพนี้ปรากฏในสื่อออนไลน์กลายเป็นไวรัลแชร์ต่อๆ กัน โด่งดังอยู่มนขณะนี้เป็นซีนที่ เพื่อนสาวเกิดปวดท้องอยากขับถ่ายรุนแรงขึ้นมาบนรถ ทนไม่ไหวจนจะเอากระเป๋าแบรนด์ดังมาทำเป็นโถฉุกเฉินบนรถยนต์ แต่เพื่อไม่ยอมบอกว่า “ไม่ด้ายยยย !”

ไดอารี่ตุ๊ดซี่ ขี้บนรถ ท้องเสีย

เรื่องขับถ่ายเป็นเรื่องสำคัญของคนเรา ยิ่งเป็นในช่วงที่ท้องเสีย เป็นอะไรที่อยากจะทนได้ ซึ่งเรื่องนี้ก็มีความเกี่ยวข้องกับสมุนไพร ที่เราสามารถนำเอามาใช้เพื่อรักษาอาการปวดท้องท้องเสีย ซึ่งก็มีอยู่หลายชนิด แต่ส่วนใหญ่ก็มีอยู่รอบตัวเรา และเป็นของที่มีรสฝาด

สมุนไพรแก้อาการท้องเสีย ที่ช่วยให้เราไม่ต้องไปหาที่ขับถ่ายแบบฉุกเฉินกันจ้าหละหวั่นก็มีอยู่หลายชนิด อาทิเช่น…

  1. เปลือกมังคุด ซึ่งเราสามารถใช้เปลือกตากแห้งของมันมาบดเป็นผง หรือเปลือกตากแห้ง เอามาต้มชงกับน้ำ รับประทานแก้อาการท้องเสียท้องร่วง เป็นบิด ได้เป็นอย่างดี มีสรรพคุณทำลายเชื้อโรคในลำไส้ แก้อาการท้องเสีย ปวดท้อง เป็นบิด
  2. กล้วยน้ำว้าดิบ มีฤทธิ์สมาน รักษาอาการท้องเสีย และแผลในระบบทางเดินอาหาร ป้องกันการติดเชื้อ ได้ดี ซึ่งตรงกันข้ามกับกล้วยน้ำว้าสุก ที่มีสรรพคุณแก้ปัญหาอาการท้องผูกถ่ายไม่ออก
  3. เปลือกต้นข่อย เอามาตากแห้งบดเป็นผง หรือนำเปลือกมาต้มกับน้ำดื่มแบบน้ำชา มีสรรพคุณรักษาอาการท้องร่วง ปวดท้อง
  4. แก่นฝาง ใช้แก่นไม้ฝางแห้งเอามาต้มน้ำ หรือบดเป็นผงปั้นเป็นลูกกลอน รับประทาน สามารถรักษาอาการท้องเสีย ปวดท้องบิดมวนท้องได้
  5. มะตูม ใช้มะตูมสดหั่นเป็นแว่นๆ เอาไปตากแดดแล้วเอามาต้มชงดื่มแบบน้ำชา หรือในปัจจุบนก็มีการเอามาทำเป็นผงบรรจุแคปซูล เพื่อมห้พกพาสะดวกและรับประทานได้ง่าย
  6. เปลือกต้นทับทิม มีรสฝาด สามารถใช้เปลือกตากแห้งนำมาต้มเอาน้ำมาดื่ม รักษาอาการปวดท้อง บิด เกร็ง ถ่ายมีมูกมีเลือดได้เป็นอย่างดี

เหล่านี้เป็นสมุนไพรแก้อาการท้องเสีย ที่สามารถช่วยเราในเรื่องอาการปวดท้องถ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นพืชสมุนไพรที่หาได้ไม่ยาก สามารถรักษาอาการได้เป็นอย่างดี ฆ่าเชื้อโรคที่เป็นสาเหตุของอาการท้องเสียได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

สมุนไพรสำหรับคนท้อง

เป็นข่าวเกรียวกราวและปลุกกระแสดราม่าออนไลน์ได้อย่างรุนแรง เมื่อมีข่าวชายหนุ่มตกเป็นผู้ต้องหายอมติดคุกเพราะขโมยมะพร้าว 3 ลูก เพื่อเอาไปภรรยาที่ตั้งครรภ์ได้กิน พอเจ้าของจับได้ เรียกค่าเสียหายถึง 50000 บาท ! ที่ อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช กระแสความรู้สึกสังคมที่มีต่อข่าวนี้มีอยู่หลายประเด็นทั้งที่เห็นใจ และตั้งคำถามถึงความเหมาะสมในการเอาผิด หรือควรเห็นใจหนุ่มรายนี้… อย่างไรก็ตามนั่นเป็นเรื่องที่ต้องว่ากันไปตามกฎหมาย แต่ประเด็นของเราที่เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับสมุนไพรและสุขภาพ ก็มีเรื่องที่เกี่ยวกับสมุนไพรที่คนท้องควรรับประทาน เพราะ มะพร้าวก็เป็นหนึ่งในสิ่งที่คนท้องรับประทานได้และมีผลดีต่อสุขภาพและมีผู้นิยมจัดหามะพร้าวเอามาให้คุณแม่ตั้งครรภ์รับประทาน แต่ไม่ได้มีเพียงมะพร้าวเท่านั้นที่เป็นพืชสมุนไพรที่ดีต่อสุขภาพของคนท้อง

สมุนไพรสำหรับคนท้อง

สมุนไพรสำหรับคนท้อง

สมุนไพรที่คนท้องควรรับประทานนั้นมีหลากหลาย อาทิเช่น…

  1. ขิง ซึ่งเราสามารถนำมาปรุงร่วมกับอาหาร หรือใช้เป็นสมุนไพรแห้งเอามาชงให้คนท้องดื่ม มีสรรพคุณ ลดอาการแพ้ท้อง คลื่นไส้อาเจียน ลดปัญหาจุดเสียดแน่นท้อง ท้องอืดท้องเฟ้อ ซึ่งเป็นอาการที่คนท้องมักเป็น อีกทั้งยังมีสรรพคุณในการคลายกล้ามเนื้อช่วยให้คนท้องที่มีอาการปวดเมื่อยตามร่างกายรู้สึกดีขึ้นได้อีกด้วย
  2. มะพร้าว ที่เป็นประเด็นในข่าว ในมะพร้าวมีน้ำตาลเกลือแร่ธรรมชาติที่มีประโยชน์ทำให้คนท้องรู้สึกสดชื่น ลดอาการอ่อนเพลีย บำรุงสุขภาพอย่างไรก็ตาม มันไม่ได้มีสรรพคุณเกี่ยวกับการล้างไขที่ติดตามตัวทารกในตอนคลอดแต่อย่างใด
  3. กระเทียม เป็นสมุนไพรอีกอย่างที่ดีต่อสุขภาพของคนท้อง ช่วยลดการติดเชื้อ เป็นยาปฏิชีวนะตามธรรมชาติที่ไม่มีผลข้างเคียงรุนแรง อีกทั้งยังช่วยลดความดันโลหิต และควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดซึ่งมักเป็นปัญหาในคุณตั้งครรภ์ได้อีกด้วย อย่างไรก็ตาม กระเทียมมีกลิ่นแรง อาจทำให้คุณแม่ที่กำลังมีอาการแพ้ท้องเหม็นนั่นเหม็นนี่รับประทานยาก ก็อาจใช้เป็นกระเทียมผงบดละเอียดที่บรรจุมาในแคปซูลทำให้รับประทานได้ง่าย และได้ผลดีต่อสุขภาพเช่นเดียวกัน
  4. มะตูม นิยมใช้เป็นในแบบแห้งเอามาชงกับน้ำร้อน หรือต้มผสมน้ำอ้อยให้คนท้องดื่ม เป็นสมุนไพรที่ช่วยให้คุณแม่ตั้งครรภ์เจริญอาหาร บำรุงธาตุไฟ ช่วยย่อยอาหาร ลดปัญหาท้องอืด แก้ลมเสียดแทง กำจัดเชื้อโรคในลำไส้

นี่เป็นตัวอย่างของสมุนไพรที่แนะนำให้คนท้องรับประทาน เพื่อบำรุงสุขภาพของคุณแม่และลูกน้อยและยังช่วยลดปัญหาที่เกิดกับคุณแม่ในขณะตั้งครรภ์ได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญเราจะเห็นได้ว่าเป็นของพื้นๆ เป็นสมุนไพรที่หาได้ง่ายทั่วไป

รวมสมุนไพรแก้ไขอาการแผลไฟไหม้หรือน้ำร้อนลวก

ข่าวเรือติดเครื่องยนต์แก๊ส เกิดระเบิดขึ้นที่คลองแสนแสบ เมื่อวันที่ 5 มีนาคม ที่ผ่านมา กลายเป็นเรื่องเกรียวกราดในหน้าข่าวของสื่อทุกแขนง เหตุเพราะมันเป็นเรื่องใหญ่ที่น่าตกใจ จากเหตุการณ์ระเบิดนี้มีผู้บาดเจ็บมากกว่า 50 ราย และในจำนวนนี้มี 2 รายที่อาการหนัก อีกทั้งเรือก็เป็นหนึ่งในยานพาหนะสาธารณะที่มีผู้คนใน กทม. นิยมใช้บริการจำนวนไม่น้อย มันไปสะกิดความรู้สึกพรั่นพรึงของคนจำนวนมากที่ต้องโดยสารเรือให้เกิดความหวาดกลัว เกรงว่าจะเกิดเหตุแบบเดียวกันนี้ขึ้นกับตัวเอง

อย่างไรก็ตามสาเหตุของการระเบิดยังอยู่ในระหว่างการสอบสวนหาสาเหตุที่แท้จริง ซึ่งก็มีอยู่หลายประเด็นที่ถูกตั้งขึ้นมาในการสอบสวน รวมถึงประเด็นสาเหตุที่มีการเล่าลือกันออกไปต่างๆ นานา… ซึ่งเรื่องนี้เราก็ควรรอข้อเท็จจริงจากเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานและเจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวนก่อน แต่เราจะมาเล่าในวันนี้ไม่ใช่เรื่องสาเหตุหรือสมมุติฐานของการระเบิดที่เกิดขึ้น แต่เราอยากจะมาชวนให้นึกถึงวิธีการรักษาอาการที่เกิดจากแผลไฟไหม้ เพราะมันเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวและเกิดขึ้นได้ง่ายยิ่งกว่า เป็นเรื่องพบเจอกันเป็นประจำในชีวิตประจำวันทั้งนอกบ้านและในบ้าน…

เมื่อเกิดแผลไฟไหม้ หรือน้ำร้อนลวก เราสามารถใช้สมุนไพรใกล้ตัวช่วยได้ในการรักษา ซึ่งสมุนไพรที่นิยมใช้กันในการแก้ไขอาการแผลไฟไหม้หรือน้ำร้อนลวกก็มีอยู่ด้วยกันหลายชนิด ได้แก่

  1. ว่านหางจระเข้ ให้เลือกเอาใบที่อยู่โคนด้านล่างสุดมาใช้ก่อน วิธีการก็คือนำเอาใบว่านหางจระเข้มาปอกเปลือกออก แล้วเอาไปล้างน้ำชะล้างยางสีเหลืองออกไปให้เหลือแต่วุ้นใสๆ เอามาแปะทับที่แผล วุ้นจากว่านหางจระเข้สามารถช่วยรักษาได้เป็นอย่างดี สามารถช่วยลดอาการปวดแสบปวดร้อนที่แผล และลดขนาดแผลเป็นได้อีกด้วย
  2. ใบบัวบก เป็นสมุนไพรอีกชนิดที่มีฤทธิ์เย็นจัด นอกจากสามารถนำมารับประทานบรรเทาอาการช้ำในขับเลือดเสียได้แล้ว ยังสามารถเอามาตำพอกบริเวณที่เป็นแผลไฟไหม้หรือน้ำร้อนลวกได้อีกด้วย
  3. ใบชา นอกจากนำมาชงดื่มได้แล้ว กากของชาที่ชงยังสามารถเอามาใช้พอกที่แผลไฟไหม้ได้ สารแทนนินในใบชาสามารถรักษาอาการปวดแสบปวดร้อน ป้องกันการติดเชื้อและทำให้แผลหายเร็วขึ้นได้อีกด้วย
สมุนไพร ลดรอย น้ำร้อนลวก แผลไฟไหม้

สมุนไพร ลดรอย น้ำร้อนลวก แผลไฟไหม้

ในการใช้สมุนไพรรักษาแผลไฟไหม้น้ำร้อนลวก นอกจากจะต้องรีบทำโดยเร่งด่วนแล้ว เรายังต้องใส่ใจในเรื่องความสะอาดของสมุนไพร ซึ่งโดยทั่วไปเราสามารถใช้ได้ทั้งสมุนไพรสด และสมุนไพรแห้งนำมาบดพอก ควรมีการทำความสะอาดให้แน่ใจเสียก่อน ทั้งตัวสมุนไพรที่จะนำมาใช้และปากแผลที่ควรมีการทำความสะอาดเพื่อลดปัญหาเรื่องการติดเชื้อที่ทำให้แผลอักเสบลุกลาม…

รวมสุดยอดสมุนไพรไทยแก้คัน

ใครได้ดูหนังเรื่อง ฟรีแลนส์บ้างครับ ผมพึ่งไปดูมา เนื้อเรื่องแปลกใหม่ดี แต่ผมไม่ได้มารีวิวหนังนะครับเพราะเว็บนี้เป็นเว็บเกี่ยวกับสมุนไพรไทย  ซึ่งถ้าใครได้ดู  พบว่าจากเนื้อในหนังเราจะพบว่าพระเอกป่วยเป็นโรคผิวหนังชนิดหนึ่ง ซึ่งในหนังก็ไม่ได้บอกว่าเป็นอะไรซะด้วย  แต่อาการที่พบได้แก่อาการคัน และตุ่ม ผื่นต่างๆ ถ้าไปหาหมอ หมอก็จะจัดพวกยาต่างๆตามอาการ  ซึ่งจริงๆแล้ว หากอาการไม่ร้ายแรงนัก เช่นตุ่มผดผื่นคันจากอากาศร้อน หรือการแพ้ที่มีไม่มาก เราก็สามารถใช้สมุนไพรไทยรักษาได้เช่นกัน  ลองมาดูกันครับว่ามีสมุนไพรอะไรกันบ้าง

ว่านหางจระเข้1.ว่านหางจระเข้ พืชสมุนไพรไทย ชนิดนี้เราคงรู้จักกันดีอยู่แล้ว ลองอ่านเพิ่มเติมจากลิ้งค์นี้ได้ครับ  ว่านหางจระเข้ เพื่อผมสวย ผิวใสการใช้งานรักษาอาการคัน โดยการใช้ส่วนที่เป็นวุ้นวุ้นจากว่านหางจระเข้ทาที่ผิวส่วนที่มีอาการต่างๆเช่นผื่นคัน  ผด โดยให้ทา วันละ 2-3 ครั้ง แต่ที่สำคัญควรล้างผิวหนังให้สะอาดก่อนทุกครั้ง สารจากว่านหางจระเข้มีฤทธิ์บรรเทาอาการคันให้ทุเลาลงได้   อีกทั้งยังช่วยฟื้นฟูสภาพผิวให้กลับมาดีขึ้นได้ด้วย ใครไม่มีลองหาจากตลาดนัดมาปลูกดูนะครับ ปลูกง่าย

2.ขมิ้น เป็นสมุนไพรไทยที่ดีมากๆในการรักษาโรคผิวหนัง โรคผดผื่นคันต่างๆ ขมิ้นวิธีการคือให้นำเหง้าสดของขมิ้นมาล้างจากนั้นใช้ครก ตำให้เกิดน้ำแล้วนำมาทาผิว หรือจะใช้เครื่องบดแล้วคั้นเอาน้ำก็ไม่ว่ากันครับ   เป็นไงง่ายไหมครับสำหรับรายละเอียดสรรพคุณด้านสมุนไพรเพิ่มเติมลองดูได้จากลิ้งค์นี้ครับ   ขมิ้น ไม่สิ้นซึ่งสรรพคุณ

3.พลู สมุนไพรไทยตัวนี้น่าจะพอหาไดครับ ตามตลาด เพราะคนแก่ๆใช้เคี้ยวร่วมกับหมาก วิธีการใช้ก็โดยนำใบสด  3-4 ใบ มาตำแล้วคั้นเอาน้ำผสมกับเหล้าโรง (หรือเหล้าขาวนั่นแหละครับ ที่เรียกว่าเหล้าโรงเพราะเขาไม่อยากให้มองในแง่ของเหล้าเถื่อน) ซึ่งพลูสามารถช่วยลดอาการของผดผื่นคันได้เป็นอย่างดี

5.ฟ้าทะลายโจร สมุนไพรนี้ไม่ได้ขึ้นชื่อแต่พียงรักษาอาการเจ็บคอ หรือไข้นะครับ สมุนไพรไทย ฟ้าทลายโจรซึ่งฟ้าทะลายโจรสามารถนำใบสดมาตำ แล้วคั้นเอาน้ำมา ทาบริเวณที่มีอาการผดผื่นคันซึ่งใช้วิธีคล้ายๆกับขมิ้น  หรือจะใช้ส่วนลำต้นต้มกับน้ำมันมะพร้าวจนเปื่อย แล้วกรองเอาเฉพาะน้ำ,yoมาทาก็ได้ ส่วนสรรพคุณด้านสมุนไพรไทยของฟ้าทะลายโจร ลองดูที่ลิ้งค์นี้ครับ  ฟ้าทะลายโจร สมุนไพรทะลายไข้

6.สะเดา นอกจากทานกับน้ำปลาหวาน สามารถใช้ได้ทั้งส่วนใบและเปลือกต้นสะเดา วิธีใช้โดยการคั้นเอาน้ำ มาใช้ทา เช่นเดียวกับสมุนไพรอื่นๆ เพราะสะเดาแบคทีเรีย ต้านเชื้อรา จึงช่วยลดอาการคัน อาการแพ้ของผิว ได้อย่างดี สำหรับสรพคุณอื่นๆของสะเดา สามารถดูได้จากลิ้งค์นี้นะครับ สะเดา สมุนไพรรสขม แต่มากคุณค่า

ขอบคุณภาพจาก kasettrakonthai.com  เนื้อหาประกอบจาก  http://www.beauty24store.com/

สมุนไพรไทย กับ อาหารไทยๆ

สวัสดีครับ ช่วงนี้เดือนนี้มีหลายๆวันที่เป็นวันหยุด หลายๆคนมีโอกาศได้อยู่พร้อมตากันครั้งครอบครัว ได้มีโอกาศพบประสังสรรค์และหนึ่งในกิจกกรมที่ขาดไม่ได้ก็คือการทำอาหารทานร่วมกัน จะว่าไปแล้วพอพูดถึงอาหาร โดยเฉพาะอาหารไทยๆ เราใช้อะไรเป็นส่วนประกอบกันบ้าง ผมคิดว่าคงจะหนีไม่พ้น หอมแดง หอมหัวใหญ่ พริกชี้ฟ้า สะระแหน่ ใบมะกรูด ตะไคร้ อันนี้ยกมาเป็นตัวอย่างนะครับ เชื่อหรือไม่ในอาหาร 1 จาน หรือแกง 1 หม้อเช่นต้มยำง่าย ๆที่มีส่วนประกอบเหล่านี้ต่างอุดมไปด้วยคุณค่าสมุนไพรไทยมากมายวันนี้ผมจะมาชำแหละ ส่วนประกอบและคุณค่าด้านสมุนไพรของส่วนผสมในอาหารเหล่านี้ทีละตัวกัน

สมุนไพรในอาหาร

1.หอมแดง โดยมากหากไม่เอามาโขลกทำน้ำพริก ก็หั่นฝอยโรยหน้าเป็นส่วนผสหอมแดงสามารถต้านเชื้อหวัด ทำให้หายใจได้โล่ง สังเกตุง่ายเวลาทานหอมแดงลงไป จมูกจะโล่ง นอกจากนั้นหอมแดงยังมีคุณสมบัติช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล ช่วยกำจัดไขมันเลว (LDL) ซึ่งเป็นต้นเหตุของการเกิดโรคหัวใจวายและอัมพฤกษ์ อัมพาต และยังรักษาระดับไขมันชนิดดี (HDL) ได้อีกด้วย และยังมีคุรสมบัติลดระดับน้ำตาลในเลือดได้รู้สรรพคุณอย่างนี้อย่าเขี่ยทิ้งนะครับ

2.หอมหัวใหญ่ อาหารหลายๆชนิดเช่นพวกยำนิยมใส่เช่นกัน หอมหัวใหญ่เป็นสมุนไพรที่อุดมไปด้วยธาตุแคลเซียม แมกนีเซียมฟอสฟอรัส โพแทสเซียม กำมะถัน ซีลีเนียม บีตาแคโรทีน กรดโฟลิก และฟลาโวนอยด์เควอเซทิน หอมหัวใหญ่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อ ลดอาการกระตุกของกล้มเนื้อ  มีฤทธิ์มากในการขับสารพิษทั้งที่เป็นโลหะหนักและ พยาธิ เควอเซทินเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ดีมากและ ยังสามารถลดโคเลสเตอรอลและความดันเลือดสูง ได้อีกด้วยนับว่าสรรพคุณไม่ธรรมดาจริงๆ

3.พริกชี้ฟ้าแดง แน่นอนอาหารไทยมีรสเผ็ด พริกจึงขาดไม่ได้ พริกเป็นสมุนไพรไทยที่มีสารแอนตี้ออกซิแดนต์ มีวิตามินซี สูง เป็นแหล่งของกรด ascorbic ซึ่งคือกรดวิตามินซีซึ่งสารเหล่านี้ ช่วยขยายเส้นโลหิตในลำไส้และกระเพาะอาหารเพื่อให้ดูดซึมอาหารดีขึ้น ช่วยร่างกายขับถ่าย ของเสียและนำธาตุอาหารไปยังเนื้อเยื่อต่างๆของร่างกาย สำหรับพริกขี้หนูสดและพริกชี้ฟ้าของไทย มีปริมาณวิตามิน ซี 87.0 – 90 มิลลิกรัม / 100 g นอกจากนี้พริกยังมีสารเบต้า – แคโรทีนหรือวิตามินเอ สูง

4.ตะไคร้ ส่วนใหญ่ใช้ส่วนของเหง้าและลำต้นแก่ใช้เป็นส่วนประกอบของอาหารที่สำคัญหลายชนิดเช่น ต้มยำ และอาหารไทยหลายชนิดให้กลิ่นหอมมีสรรพคุณทางสมุนไพรไทย ในหลายๆตำราคือ บำรุงธาตุ แก้โรคทางเดินปัสสาวะ ขับลมในลำไส้ทำให้เจริญอาหารแก้โรคหืด แก้อหิวาตกโรค บำรุงสมอง

5.สะระแหน่ สามารถแก้อาการปวดท้อง ท้องอืด ท้องเฟ้อ ช่วยขับลมในกระเพาะ หรือจะรับประทานสดๆ เพื่อดับกลิ่นปาก น้ำมันหอมระเหย ของสะระแหน่ ยังเป็นยาที่ช่วยยับยั้งเชื้อโรค และลดอาการเกร็งของลำไส้ นอกจากนี้ยังช่วยให้สมองปลอดโปร่ง โล่งคอ ป้องกันไข้หวัด บำรุงสายตา และช่วยให้หัวใจแข็งแรงในใบ สะระแหน่มีเบต้า-แคโรทีน มากถึง 538.35RE แคลเซียม 40 กรัม วิตามินซีถึง 88 มิลลิกรัม เมื่อทาน 100 กรัม

6.ใบมะกรูด เป็นสมุนไพรที่นิยมนำมาปรุงอาหาร หลายๆอย่างมีประโยชน์ทางสมุนไพรเช่น ขับลม ทำให้เลือดลมไหลเวียนดี นอกจากทานแล้ว น้ำมันหอมระเหยในมะกรูดทำให้ผ่อนคลายได้เหมือนกัน และทำให้กลิ่นของหารน่าทานขึ้นมาก

เห็นไหมครับอาหารไทยๆ หนึ่งจานมีคุณค่าขนาดไหนดังนั้นถ้าเราอยากจะได้คุณค่าของสมุนไพรไทย ไม่ต้องหาไกลเลยแค่ทานอาหารไทยก็ได้คุณค่ามากมายแล้ว

(ขอบคุณมาพและข้อมูลจาก web กรมประมงครับ และภาพสวยๆจาก shesweet.bloggang.com ลองเข้าไปดูได้ครับ blog นั้นมีสูตรอาหารดีมากมาย)

รวมสุดยอดสมุนไพรไทยคลายร้อน

ถัดจากหน้าหนาวก็เป็นหน้าร้อน สำหรับในปีนี้ ตามรายงานของกรมอุตุคาดว่าอาจร้อนรุนแรงกว่าทุกปี แต่ก่อนมีมุขเรื่องสภาพอากาศที่ฝรั่งชอบเล่นอยู่ว่า เมืองไทยมี 3 ฤดูคือฤดูร้อน ฤดูร้อนมาก และ ฤดูร้อนมากที่สุด ถ้าได้ฟังแต่ก่อนก็คงขำๆ แต่เดี๋ยวนี้คงขำไม่ออก เพราะมันใกล้เคียงความเป็นจริงมาก แต่ว่าจะร้อนเพียงไร เว็บ ไทยสมุนไพร.net ของเรา ก็มีเรื่องราวดีๆของสมุนไพรที่ช่วยคลายร้อนมาฝากกัน กับเรื่อง รวมสุดยอดสมุนไพรคลายร้อน (ขอบคุณข้อมูลดีๆ และภาพสวยๆจาก  bkkparttime.com บทความโดยคุณKorsupak Deaw)

มะตูม สมุนไพรคลายร้อนมะตูม  เป็นพืชสมุนไพรไทยที่คนไทยคุ้นเคยกันดี ลักษณะเป็นไม้ยืนต้น ผลอ่อนสีเขียว และผลแก่มีสีเหลือง เปลือกจะแข็ง เอกลักษณ์ของพืชชนิดนี้คือกลิ่น ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว เรียกได้ว่าหอมมากๆ มีการนำไปแปรรูปหลากหลาย หลักๆ เป็นในรูปผลแห้งพร้อมชงได้ทันที เรียกได้ว่าสะดวกดี สำหรับสรรพคุณสมุนไพรไทยของมะตูมคือเป็นยาระบาย ขับลม ท้องเฟ้อ ช่วยย่อยอาหาร บำรุงธาตุ ขับถ่ายดี เจริญอาหาร ขับเสมหะ แก้กระหายน้ำ และยังแก้อาการร้อนในได้ดีอีกด้วย

ใบเตย สมุนไพรคลายร้อนใบเตย สำหรับพืชชนิดนี้รายละเอียดแบบเจาะลึกผมเคยเขียนเอาไว้ที่ ลิ้งนี้ครับ    ใบเตย สมุนไพรไทยกลิ่นหอมชื่นใจ   ลองอ่านกันได้ แต่สรรพคุณโดยย่อคือ เป็นยาบำรุงหัวใจ ช่วยลดอาการกระหายน้ำ แก้โรคเบาหวาน (เฉาพะการลดระดับน้ำตาลในเลือด) ชุ่มคอ สังเกตุจากร้านเหล้ายาดองต่างๆ จะมีน้ำใบเตยเป็นเครื่องเคียงมาตรฐาน

ใบบัวบก สมุนไพรคลายร้อนใบบัวบก  อันนี้เว็บเราก็เคยเขียนไว้เช่นกัน เช่นเคยคลิ๊กอ่านได้ที่ลิ้งค์เลยนะครับ    ใบบัวบก สมุนไพรไทย หาง่ายใช้สะดวก  สำหรับสรรพคุณที่ทราบกันดีคือแก้ช้ำใน บำรุงกำลัง บำรุงหัวใจ แก้อ่อนเพลีย เมื่อยล้า ขับปัสสาวะ แก้อาการเริ่มโรคบิด แก้ท้องร่วง รักษาโรคผิวหนัง (ผดผื่นคันที่มากับหน้าร้อน) ลดความเครียด บำรุงสมอง นอกจากนี้ยังรักษาแผลเปื่อย และแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก

ฝาง สมุนไพรคลายร้อนฝาง พืชชนิดต่อมาคือฝาง  ฝางเป็นไม้ต้นขนาดเล็กหรือไม้พุ่ม มีหนามแข็งๆทั่วทั้งลำต้นเปลือกนอกสีเทาออกเหลือง มีปมใหญ่ขนาดปลายนิ้วชี้ทั่วทั้งเถา ส่วนปลายกิ่งจะมีหนามแหลมสีดำ ถ้าปมหนามหลุดจะเป็นรอยแผลเป็น พืชชนิดนี้หายากหน่อยมักพบได้ทั่วไปในป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง ป่าเขาหินปูนแห้งแล้ง และตามชายป่าดงดิบทั่วประเทศไทย สรรพคุณเป็นยาบำรุงโลหิตสตรี ขับเสมหะ  แก้อาการท้องร่วง ธาตุพิการ (หมายถึงภาวะผิดปรกติ จากภาวะของระบบย่อยอาหาร) และที่สำคัญคือแก้ร้อนใน

เก๊กฮวย สมุนไพรคลายร้อน                                                                                                                                                                                                               

ดอกเก๊กฮวย อาจไม่เชิงเป็นสมุนไพรไทยเท่าไหร่ แต่ถือว่าหาทานได้ง่าย ถึง ง่ายมากในเมืองไทย ซึงเก๊กฮวยเป็นพืชพื้นเมืองของประเทศจีน เป็นพืชล้มลุกอยู่ในตระกูลเดียวกับเบญจมาศ สำหรับชื่อแบบไทยๆบางคนก็เรียกว่า เบญจมาศสวน หรือเบญจมาศหนู เก๊กฮวยจะมีดอกสีขาว และสีเหลือง สรรพคุณเป็นยาเย็น ดับพิษร้อน แก้ร้อนใน ขับลม ขับเหงื่อ เป็นยาแก้ปวดท้อง และช่วยระบาย ช่วยป้องกันโรคเส้นเลือดหัวใจตีบ ป้องกันโรคความดันสูง แก้อาการไข้ แก้ไอ แก้เวียนหัว หน้ามืด

ตรีผลา สมุนไพรคลายร้อนตรีผลา อันนี้ไม่ใช่พืชตัวเดียว  แต่หมายถึง ผลไม้ 3 ชนิด อันได้แก่ ลูกสมอไทย ลูกสมอพิเภก และมะขามป้อม ว่ากันว่าเป็นสูตรยาที่มีสรรพคุณช่วยรักษาความสมดุลธาตุ สรรพคุณคือเป็นยาระบาย ช่วยล้างพิษออกจากร่างกาย แก้ลมจุกเสียด เป็นยาบำรุงธาตุ แก้กระหายน้ำ แก้ไอ แก้เสมหะ แก้เจ็บคอ ทำให้ชุ่มคอ นอกจากนี้ยังแก้เลือดออกตามไรฟัน (เนื่องจากมีวิตามินซีสูง)  อย่าลืมถ้าจะครบองค์ประกอบของตรีผลา ต้องมีสมุนไพรครบทั้งสามชนิดนะครับ ในตำรายาโบราณได้กล่าวถึงสาเหตุที่ต้องสามชนิดว่าช่วยลดผลข้างเคียงของกันและกัน

ขอให้สุขกายสบายใจในหน้าร้อนนี้นะครับ ร้อนกายไม่เท่าไหร่ขออย่าร้อนใจเป็นพอ

รับมืออากาศหนาวด้วยสมุนไพรไทย

ปีนี้ค่อนข้างแปลกตรงที่ฤดูหนาวค่อนข้างยาวนานจะเข้าสู่เดือนกุมภาพันธ์แล้วก็ยังหนาวอยู่ ดังนั้นการรักษาสุขภาพจึงสิ่งที่สำคัญที่สุด วันนี้ผมมีบทความสั้นๆมาฝากกันครับ ว่าสมุนไพรไทยของเราอะไรบ้างที่สามารถช่วยท่านรับมือกับความหนาวนี้ได้

คลายหนาวด้วยอาหารสมุนไพร ในหน้าหนาว ควรเลือกรับประทานอาหารที่ร้อน เพราะจะทำให้ร่างกายสดชื่น และอบอุ่น  โดยเฉพาะอาหารที่ปรุงเสร็จใหม่ๆ ส่วนรสชาติควรเน้นพวกรสเปรี้ยวอมขมเล็กน้อยและรสเผ็ด ส่วนวัตถุดิบก็พวกพืชผักสมุนไพรนี่แหละครับเช่นสะเดา

  • สะเดา ซึ่งมีรสขมเมื่อกินแล้วสามารถช่วยเจริญอาหาร นอกจากนั้นยังสามารถบรรเทาอาการไข้ต่างๆได้ด้วย
  • ขิง  ชงเป็นเครื่องดื่มสมุนไพร เพื่อช่วยให้ชุ่มคอ ลดอาการไอ แก้หวัด ช่วยให้เสมหะอ่อนขับตัวออกได้ง่าย ป้องกันการเป็นหวัดได้อีกทางหนึ่ง
  • พริก และ พริกไทย  อันนี้ไม่ต้องพูดถึง รสเผ็ดร้อนของพริกช่วยในการสูบฉีดโลหิต ให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย
  • นอกจากนั้นยังมีพวก ผักโขมที่อุดมด้วยวิตามินซี ป้องกันหวัด หัวหอม หอมต้น ที่ทำให้จมูกโล่ง หายใจสะดวกหรือแม้แต่ยามที่เจ็บป่วยเป็นไข้ไม่สบาย และเจ็บคอ ฟ้าทะลายโจรก็เป็นทางเลือกที่ดีตัวหนึ่ง

บำรุงผิวรับลมหนาวด้วยสมุนไพรไทย ด้วยอากาศที่หนาวเย็น การอาบน้ำควรเป็นน้ำอุ่น เสื้อผ้าที่สวมใส่ควรเป็นเสื้อผ้าที่หนาและอบอุ่น   แต่การอาบน้ำอุ่นจะทำให้ผิวแห้งง่ายกว่าอาบน้ำเย็น เพราะน้ำมันที่ผิวหนังจะถูกชะล้างออกไป รวมทั้งความชื้นของอากาศลดลง จะทำให้ผิวแห้งแตกและคัน ดังนั้นการดูแลผิวพรรณในฤดูหนาวจึงเป็นสิ่งจำเป็น ซึ่งสมุนไพรที่ใช้ดูแลผิวพรรณ ได้แก่ น้ำมันงา ขมิ้นชัน ผิวมะนาวและผิวมะกรูด เป็นต้นโดยมีวิธีใช้ดังต่อไปนี้

 

ขมิ้นชันมะกรูดน้ำมันงา

  • น้ำมันงา โดยนำงาดิบประมาณ 1 ถ้วย โขลกให้ละเอียด บีบเอาน้ำมันจากงาเก็บไว้ในขวด ทาผิวเช้าและก่อนนอน น้ำมันงาจะช่วยให้ผิวชุ่มชื้น ลดอาการแห้งแตกและคัน
  • ขมิ้นชัน มีสรรพคุณลดอาการคัน และช่วยเกิดอาการผดผื่นตามผิวหนัง โดยนำขมิ้นชันสดมาล้างให้สะอาด โขลกให้ละเอียด บีบน้ำที่ได้ทาผิว หลังอาบน้ำ เช้า–เย็น         ข้อควรระวัง สีขมิ้นจะติดตามเสื้อผ้าที่สวมใส่ ซักออกลำบาก
  • ผิวมะกรูด น้ำมันที่ผิวของมะนาวและมะกรูด จะช่วยเคลือบผิวให้ชุ่มชื้น ลดอาการคัน ลดการอักเสบ โดยนำมะกรูดที่ใช้น้ำแล้ว นำบริเวณผิวด้านนอกทาผิวบริเวณที่แห้งคัน เช้า-เย็น

ลองเอาไปใช้ดูนะครับ สำหรับเคล็ดลับการคลายหนาวด้วยสมุนไพรที่เว็บเรานำมาฝาก ขอให้ทุกท่านอบอุ่นทั้งกายและใจนะครับ โดยเฉพาะอุ่นใจนี่ก็สำคัญ

รวม 10 สุดยอด ชาสมุนไพร

ชาเป็นเครื่องดื่มที่คุ้นเคยกันทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยของเราเอง  นอกจากใบชาตรงๆแล้วนั้นมีการนำสมุนไพรหลายชนิด ทั้งสมุนไพรไทย และ สมุนไพรจีนมาชงในลักษณะของชา  ข้อแตกต่างที่เห็นได้ชัดคือเป็นชาที่ไร้ซึ่งคาเฟอีน ส่วนคุณประโยชน์ก็หลากหลายตามชนิดและประเภทของชา วันนี้ทางเว็บไทยสมุนไพร.net จึงขอนำเสนอ 10 สุดยอดชาสมุนไพรมาท่านทุกท่านได้รู้จักกัน

ชาใบเตย1.ชาใบเตย  สำหรับสรรพคุณของชาใบเตย  ได้แก่บำรุงหัวใจ ขับปัสสาวะ  ชาใบเตย ทำจากใบเตยหอม อบแห้ง บดเป็นผง มี สีเขียวใบเตย มีกลิ่นหอมชื่นใจใบเตยมีคุณสมบัติหลักๆ ขับปัสสาวะ ช่วยลดน้ำตาลในเลือด ชาใบเตยจึงเหมาะกับคนที่เป็นโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง คนธรรมดาทั่วไปก็ดื่มได้กลิ่นหอมของใบเตยชื่นใจ คลายเครียดได้ดี เป็น Aroma therapy อีกรูปแบบหนึ่ง

2.ชามะตูม สรรพคุณตามตำราคือ บางตำราบอกเพิ่มสมรถภาพทางเพศ  บำรุงสุขภาพ ทำจากผลมะตูมแก่ บดเป็นผง ให้น้ำชาสีแดงออกน้ำตาล มีกลิ่นหอมหวานชวนดื่ม ส่วนใหญ่จะแต่งรสด้วยน้ำตาล เพื่อให้ได้รสชาติที่ดีขึ้น มะตูมเป็นสมุนไพรที่มีสรรพคุณบำรุงธาตุ แก้ร้อนใน เป็นยาอายุวัฒนะชาขิง

3.ชาขิง จริงๆจะเรียกว่าน้ำขิงก็ไม่ผิดอะไรนัก แก้หวัด และช่วยย่อย  ทำจากเหง้าขิงแก่ ที่มีน้ำมันหอมระเหย  มีสรรพคุณทางร้อน ช่วยบรรเทาหวัด แก้คลื่นไส้อาเจียน เมารถเมาเรือ ช่วยย่อยอาหาร แก้ท้องอืด

4.ชาใบฝรั่ง คุณสมบัติหลักคือดับกลิ่น ฆ่าเชื้อ ทำจากใบฝรั่งไทยอบให้แห้ง บดเป็นผง มีกลิ่นหอมชวนดื่ม มีคุณสมบัติดับกลิ่นปาก ฆ่าเชื้อในปากและคอ เหมาะที่จะรับประทานหลังอาหาร สามารถที่จะใช้ชาใบฝรั่งระงับอาการท้องเสีย (ในรายที่ไม่มีไข้) แต่ต้องชงอย่างเข้มข้นกว่าปกติ

5.ชาหญ้าหนวดแมว สรพพคุณหลักคือขับปัสสาวะ  ตอนนี้คนรู้จักพืชชนิดนี้มากขึ้น  สำหรับชานี้ทำจากหญ้าหนวดแมวอบแห้งบด มีรสคล้าย ๆ ใบชา มีคุณสมบัติขับปัสสาวะ ขับนิ่วก้อนเล็ก ๆ มีคุณสมบัติขับกรดยูริค เหมาะกับคนที่เป็นต่อมลูกหมากโต คนที่เป็นนิ่วก้อนเล็ก ๆ ชวยลดน้ำตาลในเลือด เหมาะกับคนที่เป็นโรคเบาหวาน มีโปรแตสเสียมสูง ระวังการใช้กับคนที่เป็นโรคหัวใจ

6.ชาตะไคร้ สามารถช่วยขับลม ช่วยย่อย  ทำจากต้นและใบตะไคร้อบให้แห้งแล้วบด ตะไคร้จะมีกลิ่นหอม ช่วยย่อยชาตะไคร้อาหาร แก้ลมวิงเวียน แก้ปวดเกร็งในท้อง ขับเหงื่อ ขับปัสสาวะและมีรายงานการทดลองพบว่า ตะไคร้นั้นมีคุณสมบัติต้านมะเร็งได้อีกด้วย

7.ชาชุมเห็ดเทศ มีคุณสมบัติเป็นยาระบายท้อง ได้จากใบชุมเห็ดเทศคั่วให้แห้ง  แล้วบดเป็นผง ให้น้ำชาเป็นสีน้ำตาลมีกลิ่นหอมของใบไม้คั่ว มีสรรพคุณเป็นยาระบาย แต่หากดื่มเป็นประจำร่างกายก็อาจดื้อยาได้ ควรหาวิธีอืนในการสร้างนิสัยการถ่ายให้เป็นประจำโดยวิธีอื่นด้วย

ชาดดอกคำฝอย8.ชาดอกคำฝอย ลดไขมันในเลือด  สามรถหาซื้อได้ทั่วไป โดยทำจากดอกคำฝอย ลักษณะสีของชา มีสีแดงชวนดื่ม กลิ่นหอมชื่นใจ มีคุณสมบัติลดไขมันในเส้นเลือด ขับเหงื่อ เป็นยาระบายอ่อน ๆ บำรุงเลือดสตรี ขับระดู ระงับอาการปวดในสตรีที่รอบเดือนไม่ปกติ

9.ชารางจืด สามรถกำจัดพิษ และล้างสารพิษ  ทำจากใบรางจืดอบแห้งมีกลิ่นใบไม้แห้ง หอมอ่อนๆ เป็นธรรมชาติ ให้น้ำชาสีน้ำตาลออกเขียว มีสรรพคุณกำจัดพิษ แก้เมาค้าง บรรเทาอาการผื่นแพ้ และลดความร้อนในร่างกาย เหมาะกับเมืองไทยในขณะนี้ ที่ร้อนขึ้นเรื่อย ๆ ชารางจืดไม่มีพิษดื่มเป็นประจำได้ทุกวัน

10.ชากระเจี๊ยบ สามารถช่วยขับปัสสาวะไขมันในเลือด ได้มาจากดอกของกระเจี๊ยบแดง มีคุณสมบัติในการลดไขมันในเลือด ลดความดันโลหิตสูง แก้กระหายน้ำ ทำให้ชุ่มคอชื่นใจ ชากระเจี๊ยบมีสีแดง รสเปรี้ยวมักเติมน้ำตาลเพื่อแต่งรส

ขอบคุณข้อมุลจาก เว็บไซต์นิสิตมหาลัยนเรศวร

ในหลวงกับสมุนไพรไทย

ในหลวงกับสมุนไพรไทย

เนื่องในโอกาศ 5 ธีนวามหาราชในปีนี้  ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อันเป็นที่รักของปวงชนชาวไทย ในฐานะที่เว็บ ไทยสมุนไพร.net เป็นเว็บที่ให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องสมุนไพรไทย ภูมิปัญญาไทย มาอย่างต่อเนื่อง ทางเว็บจึงขออนุญาตนำบทความ พระราชกรณีกิจของพระองค์ท่านที่เกี่ยวข้องกับสมุนไพรไทยที่บางท่านอาจจะยังไม่ทราบ มาเพยแพร่ให้ทุกท่านได้ศึกษา  โดยบทความทั้งหมดสรุปย่อ และเรียบเรียบจาก  รายงานเรื่อง งานวิจัยเรื่องสาธารณสุข และการศึกษาของชนกลุ่มน้อยในประเทศไทย  โดยคุณทิพย์วรรณ วงศ์อัสสไพบูลย์ ขอขอบพระคุณมา ณ ที่นี้

ในหลวงกับสมุนไพรไทยในเรื่องพระราชกรณียกิจเกี่ยวกับสมุนไพรไทยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้น เริ่มต้นจากพระมหากรุณาธิคุณ และความใส่พระราชหฤทัยในด้านการสาธารณสุขของพสกนิกร ซึ่งพระองค์ท่าน  นอกจากจะทรงใช้วิธีการดูแลพสกนิกร ผ่านทางบุคลากรทางการแพทย์จากหลายสาขา แล้วนั้น   ด้วยสายพระเนตรที่กว้างไกล พระองค์ก็ยังทรงมีพระราชดำริที่ในเรื่องจะต้องให้ความสนใจใน สมุนไพรไทย ซึ่งได้มีการใช้ประโยชน์มาเป็นเวลานานตั้งแต่ในอดีต

จึงทรงเห็นว่า ควรจะได้มีการส่งเสริมการใช้และการพัฒนาสมุนไพรเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนมากยิ่งขึ้น โดยพระองค์ได้ทรงดำเนินการ เป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน ดังจะเห็นได้ว่ามีโครงการพระราชดำริเกี่ยวกับการศึกษาพัฒนาและอนุรักษ์สมุนไพรเกิดขึ้นหลายโครงการ รวมทั้งโครงการที่เกี่ยวข้องโดยทางอ้อมอีกเป็นจำนวนมาก เช่น

  • โครงการสวนป่าสมุนไพรของศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนฯ
  • ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายฯ
  • โครงการสวนแม่พันธุ์ต้นซิงโคนา
  • โครงการภายใต้มูลนิธิโครงการหลวง
  • โครงการสวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ เป็นต้นhttp://xn--o3cepkej9b3gpeg.net/wp-content/uploads/2013/12/ศูนย์ศึกษาการพัฒนาขาหินซ้อน

ยกตัวอย่างโครงการด้านสมุนไพรไทยอย่างเด่นชัดที่สุด ได้แก่ โครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา ในปี พ.ศ. 2523 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ใช้พื้นที่จำนวน  15 ไร่ จัดสร้างสวนป่าสมุนไพรชนิดต่างๆไว้ศึกษาวิจัยทางวิชาการเผยแพร่การใช้ประโยชน์ และ เป็นแหล่งศึกษาหาความรู้แก่นักเรียน นักศึกษา และประชาชนที่สนใจ

การนำสมุนไพรมาใช้ประโยชน์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนี้แสดงให้เห็นถึงความสอดคล้องกับปรัชญาในการพัฒนาสังคมของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 5 ประการ คือ

  1. การส่งเสริมศักยภาพในการพึ่งตนเองของประชาชน
  2. การอนุรักษ์และการใช้ทรัพยากรท้องถิ่นให้เกิดประโยชน์
  3. การอนุรักษ์ภูมิปัญญาไทย
  4. เศรษฐกิจพอเพียง
  5.  การพัฒนาไปสู่เทคโนโลยีสมัยใหม่ 

ซึ่งแนวพระราชดำริเรื่องการนำสมุนไพรมาศึกษาและวิจัยนี้ต่อมาได้นำไปสู่การศึกษา พัฒนา และการนำพืชสมุนไพรที่มีอยู่ในท้องถิ่น รวมทั้งสมุนไพรจากต่างประเทศเข้ามาทดลองปลูก และทดลองทำผลิตภัณฑ์ต่างๆ ออกมาใช้

สมุนไพรกับโครงการหลวง

พืชสมุนไพรเป็นพืชอีกกลุ่มหนึ่งที่มูลนิธิโครงการหลวงได้พยายามพัฒนาให้เป็นพืชทางเลือก โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ

  1. เสริมรายได้ให้แก่เกษตรกรตามพระราโชบายในการแก้ปัญหาการปลูกฝิ่นบนพื้นที่สูงของเกษตรกรชาวเขา
  2. ลดปัญหาการตัดไม้ทำลายป่า
  3. เพื่อธำรงไว้ซึ่งความกินดีอยู่ดีของพสกนิกรบนพื้นที่สูง

ร้านโครงการหลวงปัจจุบันมูลนิธิโครงการหลวง ได้ศึกษาและค้นคว้าพืชสมุนไพรชนิดต่างๆ ไปเป็นจำนวนมาก หลายรูปแบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพืชกลุ่มเครื่องเทศและพืชหอม ซึ่งมีมูลค่าผลผลิตสดต่อปีหลายแสนบาท และมูลค่าผลิตภัณฑ์แปรรูปมากกว่าสามล้านบาท ปัจจุบันมูลนิธิ โครงการหลวงกำลังขยายงานวิจัยเพื่อพัฒนาพืชกลุ่มนี้อีกมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งพืชสมุนไพรพื้นบ้านบน พื้นที่สูง ซึ่งเป็นพืชพื้นบ้านหรือพืชป่าและมีอยู่จำนวนมากในเขตพื้นที่รับผิดชอบของมูลนิธิโครงการหลวง จากการศึกษาเบื้องต้นโดยนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยจากมูลนิธิโครงการหลวงพบว่า เฉพาะในพื้นที่ดอยอ่างขางแห่งเดียว ซึ่งมีชาวเขา 5 เผ่าอาศัยอยู่ คือจีนฮ่อ, ไทใหญ่, มูเซอ, เย้า และปะหล่อง เฉพาะชาวปะหล่องเผ่าเดียวมีการใช้ประโยชน์จากพืชท้องถิ่นถึง 228 ชนิด ในจำนวนนี้เป็นพืชอาหาร 88 ชนิด และเป็นพืชยาถึง 51 ชนิด

นอกจากนี้นักวิจัยยังพบอีกว่าในจำนวนนี้พืชหลายชนิดมีกลิ่นหอมเฉพาะตัวที่อาจพัฒนาเป็นพืชเครื่องเทศ และพืชน้ำมันหอมระเหยได้ เช่น ตะไคร้ต้น อีหลืน มะแขว่น พืชบางชนิดมีสารออกฤทธิ์ควบคุมโรคและแมลงได้ เช่น สาบหมา คาวตอง ค้างคาวดำ พืชบางชนิดมีฤทธิ์ทางยา เช่น ผักเชียงดา   ช่วยลดน้ำตาลในเลือด เป็นต้น ดังนั้นพืชท้องถิ่นเหล่านี้จึงมีศักยภาพในการพัฒนาในหลายรูปแบบ๕๐สำหรับพืชสมุนไพรที่ทางมูลนิธิโครงการหลวงนำมาปลูกนั้นแบ่งได้เป็น ๒ กลุ่มคือ กลุ่มพืชสมุนไพรและเครื่องเทศเมืองหนาว   และพืชสมุนไพรพื้นบ้านบนพื้นที่สูง โดยมีพันธุ์พืชที่ทดลองปลูกดังนี้คือ

  1.  พืชสมุนไพรและเครื่องเทศเมืองหนาว ได้แก่ ตังกุย คาโมมาย ซอเรล ไชว์ อิตาเลี่ยน พาร์สเลย์เลมอนบาล์ม มาร์จอแรม มินต์ ออริกาโน่ โรสแมรี่ เสจ ทายม์ เจอราเนียม ลาเวนเดอร์ และสวีทเบซิล
  2.  พืชสมุนไพรพื้นบ้านบนพื้นที่สูง ได้แก่ ตะไคร้ต้น ตะไคร้หอม กะตังใบ กะตังแดง กระเม็งกำลังเสือโคร่ง โกฐจุฬาลัมพา ไข่ปู (หนามไข่ปู หรือมะหู้ไข่ปู) ครามป่า (ครามขาว) ต่างไก่ป่า ทะโล้ (สารภีดอย หรือมังตาน) ปัญจขันธ์ (เบญจขันธ์) ปิ้งขาว ผักบุ้งส้ม ผักไผ่ดอย ผักแพวแดง พุทธรักษา เพี้ยกระทิง (สะเลียมดง) ไพลดำ รางจืดเถา (หนำแน่) ว่านท้องใบม่วง ส้มผด สาบแร้งสาบกา สาบเสือ สาบหมา สามร้อยยอด สีฟันคนทา หญ้าถอดปล้อง หญ้าเอ็นยืด อัคคีทวาร อูนป่า เอื้องหมายนา และฮ่อมช้าง

ในปัจจุบันมูลนิธิโครงการหลวงได้มีการนำสมุนไพรที่ปลูกได้ในโครงการมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น แชมพู – ครีมนวดผม, โลชั่น, ยาสีฟัน, สบู่, ยาระงับกลิ่นปาก, น้ำยาบ้วนปาก, เจลบรรเทาปวด,รอยัลบาล์ม, น้ำมันหอมนวดตัว, สเปรย์บรรเทาปวด, สเปรย์ระงับกลิ่นเท้า, สมุนไพรไล่ยุง และน้ำมันหอมระเหย เป็นต้น

บทความนี้ผมตัดตอนมาให้อ่านเพียงบางส่วนเท่านั้นนะครับ หากสนใจสามรถ ดาวโหลดไฟล์ PDF มาอ่านได้ตามลิ้งค์นี้นะครับ  http://www.firstroyalfactory.org/download/book/6.pdf   โดยเนื้อหาส่วนที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้เริ่มตั้งแต่หน้า 53

“ ขอพระองค์ทรงพระเจริญ ยิ่งยืนนาน” ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้าผู้จัดทำเว็บ ไทยสมุนไพร.net

 

แจกหนังสือ “คู่มือสมุนไพรไทย”

พอดีผมมีโอกาศได้เข้าไปหาข้อมูลใน Website ของ สำนักงานพระพุทธศาสนา บังเอิญไปเห็นว่ามีการแจก E-book เล่มหนึ่งที่น่าสนใจซึ่งรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับสมุนไพร ชื่อเต็มๆของหนังสือเล่มนั้นคือ  คู่มือสมุนไพร โครงการสวนสมุนไพรในวัด (พรรณไม้ ๗๖ จังหวัด) ชื่อยาวนิดนึง หน้าปกเป็นดังในรูปครับ

คู่มือสมุนไพร

หนังสือสมุนไพร

 

 

 

 

 

 

 

 

เนื้อหาข้างในดีมากๆ มีมากถึง 171 หน้า โดยแบ่งออกหมวดหมู่น่าสนใจเช่น แบ่งชื่อสมุนไพรตามตัวอักษร และที่น่าสนใจคือมีการบอกว่าจังหวัดนั้นๆมีสมุนไพรอะไรที่ขึ้นชื่อ อย่างในรูปเป็นสมุนไพร ที่ชื่อสีเสียดแก่น เป็นไม้สมุนไพรประจำจังหวัด กำแพงเพชร  จริงๆแล้วตั้งใจว่าเนื้อหาทั้งหมดจะทยอยนำมาเผยแพร่ที่ web ไทยสมุนไพร.net แห่งนี้นะครับ แต่ถ้าใครอยากได้ไปศึกษา ก็สามารถโหลดทั้งเล่มได้ที่ลิ้งค์นี้เลยนะครับ (ดับเบิ้ลคลิ๊กเพื่อเปิดไฟล์ หรือ คลิ๊กขวาแล้วเลือกsave as)

 

http://www.onab.go.th/e-Books/Herbal50.pdf

ยังไงต้องขอขอบคุณสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติที่ได้จัดทำหนังสือดีๆเป็นวิทยาทานแก่คนที่รักในสมุนไพรไทย ทุกท่าน ขอบพระคุณมากครับ

ชุบชีวิต เสื้อผ้าเก่า ด้วยดอกอัญชัญ

สวัสดีครับ ชาว ไทยสมุนไพร.net ทุกท่าน วันนี้ขอฉีกแนวนิดนึง คือทุกครั้งจะเป็นเรื่องราวของสมุนไพร ที่ใช้ในการรักษาโรค คราวนี้มาในแนวสมุนไพร กับเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายบ้าง อย่าพึ่งงงครับว่าเกี่ยวข้องกันยังไง และอย่าพึ่งตกใจไป ผมไม่ได้มาแนะนำให้เอาใบ สมุนไพร มาตัดเย็บเป็นชุดสวมใส่เหมือนนางไม้ แต่สำหรับเรื่องที่จะมาเล่ากันในวันนี้ เป็นการทำให้เสื้อตัวเก่าที่ดูจืด เช่นเสื้อขาว ที่ใส่ไปนานๆแล้วหมอง (หรือจะใช้เทคนิคนี้กับเสื้อใหม่ก็ได้) มาทำเป็นเสื้อมัดย้อมสีสันสดใส โดยไม่ใช้สารเคมีใดๆ แต่เป็นการใช้สมุนไพรล้วนๆ

ยังไงก็ขอบคุณไอเดียดีดี เนื้อหา และภาพประกอบ จากหนังสือ SOOK (หาซื้อได้ที่ 7-Eleven วางแผงทุกวันที่ 28)

สิ่งที่ต้องเตรียม

ผ้ามัดย้อม1.ดอกอัญชัญ สมุนไพรบ้านๆที่หาได้ทั่วไป

2.เสื้อผ้าที่ต้องการย้อม

3.ผ้าขาวบาง จะบางน้อยหรือบางมากก็ไม่เป็นไร

4.หนังยางหรือเชือกฟาง

5.น้ำ                6. เกลือ

วิธีการทำ

ขั้นตอนการทำผ้ามัดย้อม

– ต้มน้ำให้เดือด ใส่เกลือประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ คนให้ละลาย จากนั้นใส่ดอกอัญชัญลงไป ต้มจนได้สีน้ำเงินเข้ม

– ตักดอกอัญชัญออก

-นำผ้าหรือเสื้อที่ต้องการมัดย้อมมามัดด้วยหนังยางหรือเชือกฟางให้แน่น ขั้นตอนนี้จะมัดแบบไหนก้ตามใจ เพราะลวดลายมันขึ้นอยู่กับการมัดของเรา ถ้านึกไม่ออก ก็จับเสื้อทบครึ่งตามยาว และมัดเป็นปล้องสักสองปล้องก็ได้ แต่ที่สำคํญมัดแน่นเข้าไว้

-นำผ้าหรือเสื้อที่มัดไว้ ลงแช่สักสองหรือสามชั่วโมง ขั้นตอนนี้อย่าแกะหนังยางหรือเชือกออก เพื่อกันไม่ให้น้ำสีหลุดติดตรงที่เรามัดไว้

เสื้อจากดอกอันชัน

-แกะหนังยางหรือเชือกฟาง ออกแล้ว นำผ้าไปแช่น้ำเกลือ สัก หนึงชั่วโมง จากนั้นนำไปซักกับน้ำเปล่า จนสีไม่ตก

-ตากให้แห้ง แค่นี้คุณก็จะได้เสื้อตัวใหม่สวยไม่ซ้ำใครแล้ว

ใครจะลองทำดูก็ไม่เสียหลายนะครับวัสดุก็หาได้ใกล้ๆตัว แถมผลงานที่ทำออกมายังแนวไม่เหมือนใครอีก  ไว้โอกาศหน้าจะหาเรื่องราวดีๆมาเล่าให้ฟังอักนะครับ

 

ผักผลไม้ 5 สี มีดีอย่างไร

วันนี้ผมเองได้มีโอกาศพาคุณแฟน ไปทานสุกี้้ด้วยกันที่ร้านแห่งหนึ่ง ขอไม่ระบุชื่อร้าน เพราะไม่ได้ค่าโฆษณา แต่ถ้าท่านเจ้าของร้านอักษรย่อ ฮ.พ.อยากให้ระบุก็บอกนะครับ ไม่คิดเงิน แค่ทานฟรีสัก 1 ปี  ชักจะไหลลงทะเลไปเรื่อยเข้าเรื่องดีกว่า ที่ผมเกริ่นมาแบบนี้ไม่ได้จะรีวิวอาหารแต่อย่างใดเพราะคงไม่เกี่ยวกับเว็บด้านสมุนไพรอย่างเว็บเรา แต่สิ่งที่เกี่ยวเป็นเรื่องของกระดาษรองจาน ใช่ครับผมพูดไม่ผิด คือว่ากระดาษรองจานของที่ร้านนี้ได้ทำขึ้นมาเป็นพิเศษซึ่งได้พูดถึงคุณประโยชน์ของ “ผักผลไม้ 5 สี” เห็นแล้วน่าสนใจดีจึงได้หาข้อมูลเพิ่มเติม    แต่จริงๆผมว่าคำว่าผักผลไม้ 5 สี หลายคงเคยได้ยินกันมาบ้างแล้วล่ะ โดยเฉพาะในช่วงหนึ่งที่บริษัทขายตรงรายใหญ่ ได้เอาเรื่องนี้มาโฆษณา แต่เพื่อความกระจ่างและความชัดเจนมากยิ่งขึ้น วันนี้เรามาเรียนรู้ไปด้วยกันนะครับ ว่า..พืชผักผลไม้ 5 สีมีดีอย่างไร ? และทำไมต้อง 5 สี 7สีได้ไหม? ทุกคำถามเกี่ยวกับเรื่องนี้เรามีคำตอบครับผักและผลไม้5สี

Q: ทำไมต้อง 5 สี (5สี มีที่มาอย่างไร)

A: จริงๆก็ไม่ได้มีอะไรมากครับ คือมีคนได้ลองจัดกลุ่มของผัก ผลไม้ที่พบในชีวิตประจำวัน พบว่าหากจัดเป็นกลุ่ม ตามสีภายนอก จะได้กลุ่มหลักใหญ่ๆทั้งหมด 5 กลุ่มอันได้แก่ สีแดง สีขาว สีเหลือง(ส้ม) สีขียว และสีม่วง จึงเป็นที่มาของขบวนการ 5 สีโกเรนเจอร์ แต่ถามว่าสีอื่นๆล่ะมีไหม ตอบว่ามีครับแต่จะถูกจัดเข้ากลุ่มสีอื่นๆโดยปริยาย เช่น สีดำ ซึ่งไม่ค่อยจะมีพรรคมีพวก ก็จะถูกจัดไปอยู่กับสีม่วง แต่มันก็เป็นส่วนน้อยจริงๆ ดังนั้นจึงจัดได้กลุ่มใหญ่ๆเป็น 5 สี แถมแต่ละสีเมื่อศึกษาลงลึกไปอีกจะพบว่ามีสารอาหาร หรือแร่ธาตุที่แตกต่างกัน

Q:แต่ละสี มีสารอาหารอะไรบ้าง และมีคุณค่าในด้านสมุนไพรอย่างไร

A: แตกต่างครับ ถ้าจะตอบคงยาวแต่เพื่อแฟนๆเว็บเรา เราทำได้อยู่แล้วผมจะขอไล่ทีละสีนะครับ

ผักและผลไม้ที่มีสีแดงสีแดง พืชผักผลไม้ที่มีสีแดงก็พวก แอปเปิ้ล สตอรเบอรี่  ซึ่งจะมีมีสารแอนโธโซยานิน (anthocyanin) และมีเม็ดสีในกลุ่มฟลาวนอยด์ จึงทำให้ผลไม้เหล่านี้มีสีแดงสดใสน่ารับประทาน และนอกจากนั้นยังมีสารไลโคปีน(lycopene)ซึ่งมีคุณสมบัติด้านสมุนไพรสำคัญคือ  ช่วยยั้บยั้งและป้องกัน การเกิดมะเร็ง ในต่อมลูกหมากได้   และอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลต้านอนุมูลอิสระ จึงช่วยชะลอการเสื่อมสภาพของเซลล์  ช่วยฟื้นฟูบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่ง  ให้วิตามินซีสูง ช่วยป้องกัโรคเลือดออกตามไรฟัน  ช่วย ระบบขับถ่าย ปัสสาวะอักเสบ  และช่วยในเรื่องความจำ

สีเขียว สีนี้พบมากที่สุดโดยเฉพาะในผักต่างๆ เช่นพวกผักคะน้า ผลไม้ที่ทานได้ทั้งเปลือกเช่นฝรั่ง ชมพู่เขียว โดยจะมีสารออกฤทธิ์ในพืช เช่น ลูทีนผักและผลไม้ที่มีสีเขียว (lutein) อินโคเลส ซีแซนทีน และวิตามินเค รวมทั้งมีคลอโรฟิล (chlorophyll)ซึ่งสารเหล่านี้มีสรรพคุณด้านสมุนไพรที่สำคัญคือทำหน้าที่ในการจับออกซิเจนเพื่อพาไปยังเนื้อเยื่อหรือเซลล์ต่างๆในร่างกาย  ช่วยในการสร้างพลังงาน ช่วยกำจัดสารตกค้างในร่างกาย ลดการสะสมของสารพิษ  บำรุงสายตา

ผักและผลไม้ที่มีสีม่วงสีน้ำเงินหรือม่วง ถ้าในยกตัวอย่างในผักก็พวกกะหล่ำม่วง องุ่น โดยจะมีแอนโธไซยานิน (anthocyanin) และ ฟิโนลิค (phenolic) สรพพคุณด้านสมุนไพรคือช่วยต้านอนุมูลอิสระ ชะลอการเสื่อมของเซลล์ เสริมสร้างการทำงานของสมอง ลดการอักเสบของผิว และแอนดีออกซิเดนท์จับสารอนุมูลอิสระ มีอัลฟาและเบต้าแคโรทีน ป้องกันมะเร็ง และเสริมสร้างวิตามินซี และสารฟลาวโวนอยด์ ป้องกันมะเร็ง และหลอดเลือดหัวใจ
ลดความเสี่ยงต่อการโรคหัวใจ มะเร็ง และอัลไซเมอร์  ช่วยเรื่องระบบขับถ่ายปัสสาวะ ช่วยเรื่องความจำ  ชะลอการเสื่อมสภาพของเซลล์  ช่วยในการมองเห็น  และยังสามารถป้องกันมะเร็งบางชนิด

สีขาว จะพบได้ในผักบางชนิดเช่นผักกาดขาว  ผลไม้ที่มีเนื้อสีขาว ยกตัวอย่างก็พวกมังคุด ลำไย กล้วย อุดมไปด้วย อัลลิซีน (allicin) ซึ่งจะช่วยผักและผลไม้ที่มีสีขาวยับยั้งการเกิดมะเร็งบางชนิด  ช่วยเรื่องระบบขับถ่าย  ลดคอเลสเตอรอล และยังควบคุมความดันเลือด

ผักและผลไม้ที่มีสีเหลืองสีหลืองหรือสีส้ม เอาแบบเห็นชัดหน่อยก็พวกแครอท ส้ม โดยพืชพวกนี้ มีเบต้าแคโรทีน( beta carotene )และเบต้าคริพโทแซนทิน (beta cryptoxanthin)ในระดับที่สูงสูง เมื่อเข้าสู่ร่างกาย แล้วจะแปรเปลี่ยนเป็น วิตามินเอ ซึ่งมีสารแคโรทีนนอยด์ (carotenoid)  ช่วยบำรุงสายตา  ช่วยลดความเสี่ยงต่อมะเร็งปอดและลำไส้ เสริมสร้างการทำงานของระบบประสาท  ลดคอเลสเตอรอล ป้องกันประสาทตาเสื่อม ช่วยบำรุงผิวพรรณ

Q:ถ้าพืชมีสองสีในหนึ่งเดียวล่ะจะนับว่าพืชชนิดนั้นเป็นพืชสมุนไพรในกลุ่มสีอะไร

A:  ผักหรือผลไม้เขาจะแบ่งสีโดยนับที่ส่วนที่กินได้ครับ เช่นลิ้นจี่เปลือกสีแดง แต่เนื้อในขาว อันนี้จะถูกจัดเป็นสีขาวนะครับไม่ใช่สีแดงเหมือนพวกสตอร์เบอรี่  หรือแตงโมเปลือกเขียวแต่เนื้อแดงก็ถูกจัดเป็นสีแดง แต่ถ้าก้ำกึ่งเช่นฝรั่ง เนื้อในมีสีขาว เปลือกสีเขียวก็จะถูกจัดเป็นทั้งสองสี เข้าได้กับทุกขั้วการเมือง

Q: จำเป็นหรือไม่ที่ทุกมื้อต้องทานให้ได้ 5 สี เพราะเห็นหลายคนบอกว่าจำเป็น

A:  ตอบแบบวิชาการหน่อยคือทำได้ก็ดี แต่ถ้าตอบแบบความเป็นจริงคือทุกคนคงทำได้ยาก ที่มื้อหนึ่งเราจะทานผักผลไม้ครบ 5 สี ฉะนั้นไม่ต้องคิดมาก ถึงขนาดต้องไปซื้ออาหารเสริมสารสกัด5สี มาทาน ทานมื้อนี้ได้สีเขียวกับขาว มื้อหน้าได้สีเหลือง วันมะรืนได้สีแดง อันนี้ผมก็ถือว่าโอเคแล้ว ค่อยๆสะสมไปเหมือนสะสมแสตมป์เซเว่น เดี๋ยวก็ครบ 400 ดวงแลกเก้าอี้ได้ เอ๊ยไม่ใช่เดี๋ยวก็ได้คุณค่าครบถ้วนเอง หลักการทานง่ายๆที่ทำให้ได้สารอาหารครบถ้วนที่อยากฝากไว้คือคือ “ทานอาหารให้หลากหลาย” ลองชิมของแปลกๆใหม่ๆบ้าง จะดีต่อชีวิตเรา ไม่ใช่รู้ว่าส้มดี จะทานแต่ส้มทุกมื้อ ต้องหาอะไรมาสับเปลี่ยนบ้าง ไม่งั้นพืชผักสมุนไพรอื่นๆน้อยใจแย่เลย

เป็นไงครับกับบทความในวันนี้ ถ้าชอบก็กดไลค์หรือ comment กันมาได้นะครับ ผมสัญญาจะผลิตบทความดีๆด้านสมุนไพรมาให้ทุกคนติดตามเรื่อยๆ

ขอขอบคุณภาพประกอบสวยๆจาก www.rainbowcolors.org  , wikipedia , และกระดาษรองจานร้านสุกี้อักษรย่อ ฮ.พ. ที่ให้แรงบันดาลใจในการเขียนเรื่องนี้  หากท่านใดประสงค์นำบทความนี้ไปลงที่ web อื่น ผมไม่หวง แต่รบกวนใส่ลิ้งค์กลับมาที่  http://ไทยสมุนไพร.net  ด้วยนะครับ