Tag Archives: ความรู้ด้านสมุนไพร

รวมสุดยอดสมุนไพรไทยแก้คัน

ใครได้ดูหนังเรื่อง ฟรีแลนส์บ้างครับ ผมพึ่งไปดูมา เนื้อเรื่องแปลกใหม่ดี แต่ผมไม่ได้มารีวิวหนังนะครับเพราะเว็บนี้เป็นเว็บเกี่ยวกับสมุนไพรไทย  ซึ่งถ้าใครได้ดู  พบว่าจากเนื้อในหนังเราจะพบว่าพระเอกป่วยเป็นโรคผิวหนังชนิดหนึ่ง ซึ่งในหนังก็ไม่ได้บอกว่าเป็นอะไรซะด้วย  แต่อาการที่พบได้แก่อาการคัน และตุ่ม ผื่นต่างๆ ถ้าไปหาหมอ หมอก็จะจัดพวกยาต่างๆตามอาการ  ซึ่งจริงๆแล้ว หากอาการไม่ร้ายแรงนัก เช่นตุ่มผดผื่นคันจากอากาศร้อน หรือการแพ้ที่มีไม่มาก เราก็สามารถใช้สมุนไพรไทยรักษาได้เช่นกัน  ลองมาดูกันครับว่ามีสมุนไพรอะไรกันบ้าง

ว่านหางจระเข้1.ว่านหางจระเข้ พืชสมุนไพรไทย ชนิดนี้เราคงรู้จักกันดีอยู่แล้ว ลองอ่านเพิ่มเติมจากลิ้งค์นี้ได้ครับ  ว่านหางจระเข้ เพื่อผมสวย ผิวใสการใช้งานรักษาอาการคัน โดยการใช้ส่วนที่เป็นวุ้นวุ้นจากว่านหางจระเข้ทาที่ผิวส่วนที่มีอาการต่างๆเช่นผื่นคัน  ผด โดยให้ทา วันละ 2-3 ครั้ง แต่ที่สำคัญควรล้างผิวหนังให้สะอาดก่อนทุกครั้ง สารจากว่านหางจระเข้มีฤทธิ์บรรเทาอาการคันให้ทุเลาลงได้   อีกทั้งยังช่วยฟื้นฟูสภาพผิวให้กลับมาดีขึ้นได้ด้วย ใครไม่มีลองหาจากตลาดนัดมาปลูกดูนะครับ ปลูกง่าย

2.ขมิ้น เป็นสมุนไพรไทยที่ดีมากๆในการรักษาโรคผิวหนัง โรคผดผื่นคันต่างๆ ขมิ้นวิธีการคือให้นำเหง้าสดของขมิ้นมาล้างจากนั้นใช้ครก ตำให้เกิดน้ำแล้วนำมาทาผิว หรือจะใช้เครื่องบดแล้วคั้นเอาน้ำก็ไม่ว่ากันครับ   เป็นไงง่ายไหมครับสำหรับรายละเอียดสรรพคุณด้านสมุนไพรเพิ่มเติมลองดูได้จากลิ้งค์นี้ครับ   ขมิ้น ไม่สิ้นซึ่งสรรพคุณ

3.พลู สมุนไพรไทยตัวนี้น่าจะพอหาไดครับ ตามตลาด เพราะคนแก่ๆใช้เคี้ยวร่วมกับหมาก วิธีการใช้ก็โดยนำใบสด  3-4 ใบ มาตำแล้วคั้นเอาน้ำผสมกับเหล้าโรง (หรือเหล้าขาวนั่นแหละครับ ที่เรียกว่าเหล้าโรงเพราะเขาไม่อยากให้มองในแง่ของเหล้าเถื่อน) ซึ่งพลูสามารถช่วยลดอาการของผดผื่นคันได้เป็นอย่างดี

5.ฟ้าทะลายโจร สมุนไพรนี้ไม่ได้ขึ้นชื่อแต่พียงรักษาอาการเจ็บคอ หรือไข้นะครับ สมุนไพรไทย ฟ้าทลายโจรซึ่งฟ้าทะลายโจรสามารถนำใบสดมาตำ แล้วคั้นเอาน้ำมา ทาบริเวณที่มีอาการผดผื่นคันซึ่งใช้วิธีคล้ายๆกับขมิ้น  หรือจะใช้ส่วนลำต้นต้มกับน้ำมันมะพร้าวจนเปื่อย แล้วกรองเอาเฉพาะน้ำ,yoมาทาก็ได้ ส่วนสรรพคุณด้านสมุนไพรไทยของฟ้าทะลายโจร ลองดูที่ลิ้งค์นี้ครับ  ฟ้าทะลายโจร สมุนไพรทะลายไข้

6.สะเดา นอกจากทานกับน้ำปลาหวาน สามารถใช้ได้ทั้งส่วนใบและเปลือกต้นสะเดา วิธีใช้โดยการคั้นเอาน้ำ มาใช้ทา เช่นเดียวกับสมุนไพรอื่นๆ เพราะสะเดาแบคทีเรีย ต้านเชื้อรา จึงช่วยลดอาการคัน อาการแพ้ของผิว ได้อย่างดี สำหรับสรพคุณอื่นๆของสะเดา สามารถดูได้จากลิ้งค์นี้นะครับ สะเดา สมุนไพรรสขม แต่มากคุณค่า

ขอบคุณภาพจาก kasettrakonthai.com  เนื้อหาประกอบจาก  http://www.beauty24store.com/

รวมสุดยอดสมุนไพรไทยคลายร้อน

ถัดจากหน้าหนาวก็เป็นหน้าร้อน สำหรับในปีนี้ ตามรายงานของกรมอุตุคาดว่าอาจร้อนรุนแรงกว่าทุกปี แต่ก่อนมีมุขเรื่องสภาพอากาศที่ฝรั่งชอบเล่นอยู่ว่า เมืองไทยมี 3 ฤดูคือฤดูร้อน ฤดูร้อนมาก และ ฤดูร้อนมากที่สุด ถ้าได้ฟังแต่ก่อนก็คงขำๆ แต่เดี๋ยวนี้คงขำไม่ออก เพราะมันใกล้เคียงความเป็นจริงมาก แต่ว่าจะร้อนเพียงไร เว็บ ไทยสมุนไพร.net ของเรา ก็มีเรื่องราวดีๆของสมุนไพรที่ช่วยคลายร้อนมาฝากกัน กับเรื่อง รวมสุดยอดสมุนไพรคลายร้อน (ขอบคุณข้อมูลดีๆ และภาพสวยๆจาก  bkkparttime.com บทความโดยคุณKorsupak Deaw)

มะตูม สมุนไพรคลายร้อนมะตูม  เป็นพืชสมุนไพรไทยที่คนไทยคุ้นเคยกันดี ลักษณะเป็นไม้ยืนต้น ผลอ่อนสีเขียว และผลแก่มีสีเหลือง เปลือกจะแข็ง เอกลักษณ์ของพืชชนิดนี้คือกลิ่น ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว เรียกได้ว่าหอมมากๆ มีการนำไปแปรรูปหลากหลาย หลักๆ เป็นในรูปผลแห้งพร้อมชงได้ทันที เรียกได้ว่าสะดวกดี สำหรับสรรพคุณสมุนไพรไทยของมะตูมคือเป็นยาระบาย ขับลม ท้องเฟ้อ ช่วยย่อยอาหาร บำรุงธาตุ ขับถ่ายดี เจริญอาหาร ขับเสมหะ แก้กระหายน้ำ และยังแก้อาการร้อนในได้ดีอีกด้วย

ใบเตย สมุนไพรคลายร้อนใบเตย สำหรับพืชชนิดนี้รายละเอียดแบบเจาะลึกผมเคยเขียนเอาไว้ที่ ลิ้งนี้ครับ    ใบเตย สมุนไพรไทยกลิ่นหอมชื่นใจ   ลองอ่านกันได้ แต่สรรพคุณโดยย่อคือ เป็นยาบำรุงหัวใจ ช่วยลดอาการกระหายน้ำ แก้โรคเบาหวาน (เฉาพะการลดระดับน้ำตาลในเลือด) ชุ่มคอ สังเกตุจากร้านเหล้ายาดองต่างๆ จะมีน้ำใบเตยเป็นเครื่องเคียงมาตรฐาน

ใบบัวบก สมุนไพรคลายร้อนใบบัวบก  อันนี้เว็บเราก็เคยเขียนไว้เช่นกัน เช่นเคยคลิ๊กอ่านได้ที่ลิ้งค์เลยนะครับ    ใบบัวบก สมุนไพรไทย หาง่ายใช้สะดวก  สำหรับสรรพคุณที่ทราบกันดีคือแก้ช้ำใน บำรุงกำลัง บำรุงหัวใจ แก้อ่อนเพลีย เมื่อยล้า ขับปัสสาวะ แก้อาการเริ่มโรคบิด แก้ท้องร่วง รักษาโรคผิวหนัง (ผดผื่นคันที่มากับหน้าร้อน) ลดความเครียด บำรุงสมอง นอกจากนี้ยังรักษาแผลเปื่อย และแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก

ฝาง สมุนไพรคลายร้อนฝาง พืชชนิดต่อมาคือฝาง  ฝางเป็นไม้ต้นขนาดเล็กหรือไม้พุ่ม มีหนามแข็งๆทั่วทั้งลำต้นเปลือกนอกสีเทาออกเหลือง มีปมใหญ่ขนาดปลายนิ้วชี้ทั่วทั้งเถา ส่วนปลายกิ่งจะมีหนามแหลมสีดำ ถ้าปมหนามหลุดจะเป็นรอยแผลเป็น พืชชนิดนี้หายากหน่อยมักพบได้ทั่วไปในป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง ป่าเขาหินปูนแห้งแล้ง และตามชายป่าดงดิบทั่วประเทศไทย สรรพคุณเป็นยาบำรุงโลหิตสตรี ขับเสมหะ  แก้อาการท้องร่วง ธาตุพิการ (หมายถึงภาวะผิดปรกติ จากภาวะของระบบย่อยอาหาร) และที่สำคัญคือแก้ร้อนใน

เก๊กฮวย สมุนไพรคลายร้อน                                                                                                                                                                                                               

ดอกเก๊กฮวย อาจไม่เชิงเป็นสมุนไพรไทยเท่าไหร่ แต่ถือว่าหาทานได้ง่าย ถึง ง่ายมากในเมืองไทย ซึงเก๊กฮวยเป็นพืชพื้นเมืองของประเทศจีน เป็นพืชล้มลุกอยู่ในตระกูลเดียวกับเบญจมาศ สำหรับชื่อแบบไทยๆบางคนก็เรียกว่า เบญจมาศสวน หรือเบญจมาศหนู เก๊กฮวยจะมีดอกสีขาว และสีเหลือง สรรพคุณเป็นยาเย็น ดับพิษร้อน แก้ร้อนใน ขับลม ขับเหงื่อ เป็นยาแก้ปวดท้อง และช่วยระบาย ช่วยป้องกันโรคเส้นเลือดหัวใจตีบ ป้องกันโรคความดันสูง แก้อาการไข้ แก้ไอ แก้เวียนหัว หน้ามืด

ตรีผลา สมุนไพรคลายร้อนตรีผลา อันนี้ไม่ใช่พืชตัวเดียว  แต่หมายถึง ผลไม้ 3 ชนิด อันได้แก่ ลูกสมอไทย ลูกสมอพิเภก และมะขามป้อม ว่ากันว่าเป็นสูตรยาที่มีสรรพคุณช่วยรักษาความสมดุลธาตุ สรรพคุณคือเป็นยาระบาย ช่วยล้างพิษออกจากร่างกาย แก้ลมจุกเสียด เป็นยาบำรุงธาตุ แก้กระหายน้ำ แก้ไอ แก้เสมหะ แก้เจ็บคอ ทำให้ชุ่มคอ นอกจากนี้ยังแก้เลือดออกตามไรฟัน (เนื่องจากมีวิตามินซีสูง)  อย่าลืมถ้าจะครบองค์ประกอบของตรีผลา ต้องมีสมุนไพรครบทั้งสามชนิดนะครับ ในตำรายาโบราณได้กล่าวถึงสาเหตุที่ต้องสามชนิดว่าช่วยลดผลข้างเคียงของกันและกัน

ขอให้สุขกายสบายใจในหน้าร้อนนี้นะครับ ร้อนกายไม่เท่าไหร่ขออย่าร้อนใจเป็นพอ

รับมืออากาศหนาวด้วยสมุนไพรไทย

ปีนี้ค่อนข้างแปลกตรงที่ฤดูหนาวค่อนข้างยาวนานจะเข้าสู่เดือนกุมภาพันธ์แล้วก็ยังหนาวอยู่ ดังนั้นการรักษาสุขภาพจึงสิ่งที่สำคัญที่สุด วันนี้ผมมีบทความสั้นๆมาฝากกันครับ ว่าสมุนไพรไทยของเราอะไรบ้างที่สามารถช่วยท่านรับมือกับความหนาวนี้ได้

คลายหนาวด้วยอาหารสมุนไพร ในหน้าหนาว ควรเลือกรับประทานอาหารที่ร้อน เพราะจะทำให้ร่างกายสดชื่น และอบอุ่น  โดยเฉพาะอาหารที่ปรุงเสร็จใหม่ๆ ส่วนรสชาติควรเน้นพวกรสเปรี้ยวอมขมเล็กน้อยและรสเผ็ด ส่วนวัตถุดิบก็พวกพืชผักสมุนไพรนี่แหละครับเช่นสะเดา

  • สะเดา ซึ่งมีรสขมเมื่อกินแล้วสามารถช่วยเจริญอาหาร นอกจากนั้นยังสามารถบรรเทาอาการไข้ต่างๆได้ด้วย
  • ขิง  ชงเป็นเครื่องดื่มสมุนไพร เพื่อช่วยให้ชุ่มคอ ลดอาการไอ แก้หวัด ช่วยให้เสมหะอ่อนขับตัวออกได้ง่าย ป้องกันการเป็นหวัดได้อีกทางหนึ่ง
  • พริก และ พริกไทย  อันนี้ไม่ต้องพูดถึง รสเผ็ดร้อนของพริกช่วยในการสูบฉีดโลหิต ให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย
  • นอกจากนั้นยังมีพวก ผักโขมที่อุดมด้วยวิตามินซี ป้องกันหวัด หัวหอม หอมต้น ที่ทำให้จมูกโล่ง หายใจสะดวกหรือแม้แต่ยามที่เจ็บป่วยเป็นไข้ไม่สบาย และเจ็บคอ ฟ้าทะลายโจรก็เป็นทางเลือกที่ดีตัวหนึ่ง

บำรุงผิวรับลมหนาวด้วยสมุนไพรไทย ด้วยอากาศที่หนาวเย็น การอาบน้ำควรเป็นน้ำอุ่น เสื้อผ้าที่สวมใส่ควรเป็นเสื้อผ้าที่หนาและอบอุ่น   แต่การอาบน้ำอุ่นจะทำให้ผิวแห้งง่ายกว่าอาบน้ำเย็น เพราะน้ำมันที่ผิวหนังจะถูกชะล้างออกไป รวมทั้งความชื้นของอากาศลดลง จะทำให้ผิวแห้งแตกและคัน ดังนั้นการดูแลผิวพรรณในฤดูหนาวจึงเป็นสิ่งจำเป็น ซึ่งสมุนไพรที่ใช้ดูแลผิวพรรณ ได้แก่ น้ำมันงา ขมิ้นชัน ผิวมะนาวและผิวมะกรูด เป็นต้นโดยมีวิธีใช้ดังต่อไปนี้

 

ขมิ้นชันมะกรูดน้ำมันงา

  • น้ำมันงา โดยนำงาดิบประมาณ 1 ถ้วย โขลกให้ละเอียด บีบเอาน้ำมันจากงาเก็บไว้ในขวด ทาผิวเช้าและก่อนนอน น้ำมันงาจะช่วยให้ผิวชุ่มชื้น ลดอาการแห้งแตกและคัน
  • ขมิ้นชัน มีสรรพคุณลดอาการคัน และช่วยเกิดอาการผดผื่นตามผิวหนัง โดยนำขมิ้นชันสดมาล้างให้สะอาด โขลกให้ละเอียด บีบน้ำที่ได้ทาผิว หลังอาบน้ำ เช้า–เย็น         ข้อควรระวัง สีขมิ้นจะติดตามเสื้อผ้าที่สวมใส่ ซักออกลำบาก
  • ผิวมะกรูด น้ำมันที่ผิวของมะนาวและมะกรูด จะช่วยเคลือบผิวให้ชุ่มชื้น ลดอาการคัน ลดการอักเสบ โดยนำมะกรูดที่ใช้น้ำแล้ว นำบริเวณผิวด้านนอกทาผิวบริเวณที่แห้งคัน เช้า-เย็น

ลองเอาไปใช้ดูนะครับ สำหรับเคล็ดลับการคลายหนาวด้วยสมุนไพรที่เว็บเรานำมาฝาก ขอให้ทุกท่านอบอุ่นทั้งกายและใจนะครับ โดยเฉพาะอุ่นใจนี่ก็สำคัญ

รวม 10 สุดยอด ชาสมุนไพร

ชาเป็นเครื่องดื่มที่คุ้นเคยกันทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยของเราเอง  นอกจากใบชาตรงๆแล้วนั้นมีการนำสมุนไพรหลายชนิด ทั้งสมุนไพรไทย และ สมุนไพรจีนมาชงในลักษณะของชา  ข้อแตกต่างที่เห็นได้ชัดคือเป็นชาที่ไร้ซึ่งคาเฟอีน ส่วนคุณประโยชน์ก็หลากหลายตามชนิดและประเภทของชา วันนี้ทางเว็บไทยสมุนไพร.net จึงขอนำเสนอ 10 สุดยอดชาสมุนไพรมาท่านทุกท่านได้รู้จักกัน

ชาใบเตย1.ชาใบเตย  สำหรับสรรพคุณของชาใบเตย  ได้แก่บำรุงหัวใจ ขับปัสสาวะ  ชาใบเตย ทำจากใบเตยหอม อบแห้ง บดเป็นผง มี สีเขียวใบเตย มีกลิ่นหอมชื่นใจใบเตยมีคุณสมบัติหลักๆ ขับปัสสาวะ ช่วยลดน้ำตาลในเลือด ชาใบเตยจึงเหมาะกับคนที่เป็นโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง คนธรรมดาทั่วไปก็ดื่มได้กลิ่นหอมของใบเตยชื่นใจ คลายเครียดได้ดี เป็น Aroma therapy อีกรูปแบบหนึ่ง

2.ชามะตูม สรรพคุณตามตำราคือ บางตำราบอกเพิ่มสมรถภาพทางเพศ  บำรุงสุขภาพ ทำจากผลมะตูมแก่ บดเป็นผง ให้น้ำชาสีแดงออกน้ำตาล มีกลิ่นหอมหวานชวนดื่ม ส่วนใหญ่จะแต่งรสด้วยน้ำตาล เพื่อให้ได้รสชาติที่ดีขึ้น มะตูมเป็นสมุนไพรที่มีสรรพคุณบำรุงธาตุ แก้ร้อนใน เป็นยาอายุวัฒนะชาขิง

3.ชาขิง จริงๆจะเรียกว่าน้ำขิงก็ไม่ผิดอะไรนัก แก้หวัด และช่วยย่อย  ทำจากเหง้าขิงแก่ ที่มีน้ำมันหอมระเหย  มีสรรพคุณทางร้อน ช่วยบรรเทาหวัด แก้คลื่นไส้อาเจียน เมารถเมาเรือ ช่วยย่อยอาหาร แก้ท้องอืด

4.ชาใบฝรั่ง คุณสมบัติหลักคือดับกลิ่น ฆ่าเชื้อ ทำจากใบฝรั่งไทยอบให้แห้ง บดเป็นผง มีกลิ่นหอมชวนดื่ม มีคุณสมบัติดับกลิ่นปาก ฆ่าเชื้อในปากและคอ เหมาะที่จะรับประทานหลังอาหาร สามารถที่จะใช้ชาใบฝรั่งระงับอาการท้องเสีย (ในรายที่ไม่มีไข้) แต่ต้องชงอย่างเข้มข้นกว่าปกติ

5.ชาหญ้าหนวดแมว สรพพคุณหลักคือขับปัสสาวะ  ตอนนี้คนรู้จักพืชชนิดนี้มากขึ้น  สำหรับชานี้ทำจากหญ้าหนวดแมวอบแห้งบด มีรสคล้าย ๆ ใบชา มีคุณสมบัติขับปัสสาวะ ขับนิ่วก้อนเล็ก ๆ มีคุณสมบัติขับกรดยูริค เหมาะกับคนที่เป็นต่อมลูกหมากโต คนที่เป็นนิ่วก้อนเล็ก ๆ ชวยลดน้ำตาลในเลือด เหมาะกับคนที่เป็นโรคเบาหวาน มีโปรแตสเสียมสูง ระวังการใช้กับคนที่เป็นโรคหัวใจ

6.ชาตะไคร้ สามารถช่วยขับลม ช่วยย่อย  ทำจากต้นและใบตะไคร้อบให้แห้งแล้วบด ตะไคร้จะมีกลิ่นหอม ช่วยย่อยชาตะไคร้อาหาร แก้ลมวิงเวียน แก้ปวดเกร็งในท้อง ขับเหงื่อ ขับปัสสาวะและมีรายงานการทดลองพบว่า ตะไคร้นั้นมีคุณสมบัติต้านมะเร็งได้อีกด้วย

7.ชาชุมเห็ดเทศ มีคุณสมบัติเป็นยาระบายท้อง ได้จากใบชุมเห็ดเทศคั่วให้แห้ง  แล้วบดเป็นผง ให้น้ำชาเป็นสีน้ำตาลมีกลิ่นหอมของใบไม้คั่ว มีสรรพคุณเป็นยาระบาย แต่หากดื่มเป็นประจำร่างกายก็อาจดื้อยาได้ ควรหาวิธีอืนในการสร้างนิสัยการถ่ายให้เป็นประจำโดยวิธีอื่นด้วย

ชาดดอกคำฝอย8.ชาดอกคำฝอย ลดไขมันในเลือด  สามรถหาซื้อได้ทั่วไป โดยทำจากดอกคำฝอย ลักษณะสีของชา มีสีแดงชวนดื่ม กลิ่นหอมชื่นใจ มีคุณสมบัติลดไขมันในเส้นเลือด ขับเหงื่อ เป็นยาระบายอ่อน ๆ บำรุงเลือดสตรี ขับระดู ระงับอาการปวดในสตรีที่รอบเดือนไม่ปกติ

9.ชารางจืด สามรถกำจัดพิษ และล้างสารพิษ  ทำจากใบรางจืดอบแห้งมีกลิ่นใบไม้แห้ง หอมอ่อนๆ เป็นธรรมชาติ ให้น้ำชาสีน้ำตาลออกเขียว มีสรรพคุณกำจัดพิษ แก้เมาค้าง บรรเทาอาการผื่นแพ้ และลดความร้อนในร่างกาย เหมาะกับเมืองไทยในขณะนี้ ที่ร้อนขึ้นเรื่อย ๆ ชารางจืดไม่มีพิษดื่มเป็นประจำได้ทุกวัน

10.ชากระเจี๊ยบ สามารถช่วยขับปัสสาวะไขมันในเลือด ได้มาจากดอกของกระเจี๊ยบแดง มีคุณสมบัติในการลดไขมันในเลือด ลดความดันโลหิตสูง แก้กระหายน้ำ ทำให้ชุ่มคอชื่นใจ ชากระเจี๊ยบมีสีแดง รสเปรี้ยวมักเติมน้ำตาลเพื่อแต่งรส

ขอบคุณข้อมุลจาก เว็บไซต์นิสิตมหาลัยนเรศวร

แจกหนังสือ “คู่มือสมุนไพรไทย”

พอดีผมมีโอกาศได้เข้าไปหาข้อมูลใน Website ของ สำนักงานพระพุทธศาสนา บังเอิญไปเห็นว่ามีการแจก E-book เล่มหนึ่งที่น่าสนใจซึ่งรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับสมุนไพร ชื่อเต็มๆของหนังสือเล่มนั้นคือ  คู่มือสมุนไพร โครงการสวนสมุนไพรในวัด (พรรณไม้ ๗๖ จังหวัด) ชื่อยาวนิดนึง หน้าปกเป็นดังในรูปครับ

คู่มือสมุนไพร

หนังสือสมุนไพร

 

 

 

 

 

 

 

 

เนื้อหาข้างในดีมากๆ มีมากถึง 171 หน้า โดยแบ่งออกหมวดหมู่น่าสนใจเช่น แบ่งชื่อสมุนไพรตามตัวอักษร และที่น่าสนใจคือมีการบอกว่าจังหวัดนั้นๆมีสมุนไพรอะไรที่ขึ้นชื่อ อย่างในรูปเป็นสมุนไพร ที่ชื่อสีเสียดแก่น เป็นไม้สมุนไพรประจำจังหวัด กำแพงเพชร  จริงๆแล้วตั้งใจว่าเนื้อหาทั้งหมดจะทยอยนำมาเผยแพร่ที่ web ไทยสมุนไพร.net แห่งนี้นะครับ แต่ถ้าใครอยากได้ไปศึกษา ก็สามารถโหลดทั้งเล่มได้ที่ลิ้งค์นี้เลยนะครับ (ดับเบิ้ลคลิ๊กเพื่อเปิดไฟล์ หรือ คลิ๊กขวาแล้วเลือกsave as)

 

http://www.onab.go.th/e-Books/Herbal50.pdf

ยังไงต้องขอขอบคุณสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติที่ได้จัดทำหนังสือดีๆเป็นวิทยาทานแก่คนที่รักในสมุนไพรไทย ทุกท่าน ขอบพระคุณมากครับ

ที่สุดแห่งสมุนไพรล้างสารพิษ 15 ชนิด:ตอนที่ 2

จากตอนที่แล้ว (ที่สุดแห่งสมุนไพรล้างสารพิษ 15 ชนิด:ตอนที่ 1) ที่ได้กล่าวถึงสมุนไพรที่ใช้ล้างสารพิษเจ็ดชนิดแรกไป วันนี้จึงขอต่อในส่วนที่สองซึ่งเป็นสมุนไพร ที่มีประโยชน์ไม่แพ้สมุนไพรที่ได้กล่าวถึงในตอนที่แล้ว มาดูกันเลยครับ

กระเจี๊ยบเขียว8. กระเจี๊ยบเขียว  กระเจี๊ยบเขียวนั้นเป็นสมุนไพรไทย ที่จัดได้ว่ามีเส้นใยที่มีคุณสมบัติในการละลายน้ำ ช่วยดูดซับสารพิษที่ขับถ่ายออกมาได้เป็นอย่างดี ทำให้ไม่เหลือสารพิาตกค้างในลำไส้ ช่วยให้ระบบขับถ่ายดีขึ้น ช่วยบรรเทาอาการของโรคเบาหวาน ลดระดับคอเรสเตอรอล มีส่วนป้องกันมะเร็ง มีสารที่ช่วยขับพยาธิตัวจี๊ด รักษาโรคกระเพาะ ลำไส้อักเสบ นอกจากนั้น ในกระเจี๊ยบเขียวยังมีแคลเซียม ที่ช่วยบำรุงกระดูกและฟัน  ประโยชน์เยอะดีไหม ลองหามาทานดูได้นะครับ ส่วนใหญ่เขสนิยมนำมาลวกเป็นผักทานกับน้ำพริก

9.มะเขือพวง เป็นสมุนไพรที่จัดว่า มีวิตามินซีสูง มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง มีไฟเบอร์ช่วยดูดซึมไขมันในอาหาร ช่วยจับไขมันอิ่มตัว และกำจัดของมะเขือพวงเสียออกจากระบบขับถ่ายด้วยเป็นอย่างดี  รู้คุณค่าอย่างนี้แล้ว เวลาทานน้ำพริกกระปิ หรือพวกแพนง ก็อย่าตักมะเขือพวงทิ้งนะครับ

แอปเปิ้ล10.แอปเปิ้ล ตัวแอปเปิ้ลนั้นจัดว่าเป็นผลไม้ที่หาทานได้ง่าย มีคุณสมบัติในการขจัดของเสียออกนอกร่างกาย มีเส้นใยมากช่วยทำความสะอาดลำไส้ ช่วยให้ตับและระบบย่อยอาหารทำงานได้ดียิ่งขึ้น กระตุ้นน้ำย่อย และแอปเปิ้ลยังเป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยวิตามินและเกลือแร่

11.ทับทิม  ทับทิมนั้นเป็นพืชสมุนไพร ที่มีไฟเบอร์สูง มีสารแอสไพริน ซึ่งช่วยรักษาอาการอักเสบและแก้ปวด ช่วยในทับทิม สมุนไพรไทยกระบานการขับถ้่ายของเสีย ช่วยล้างสารพิษ และลดการติดเชื้อภายในร่างกายได้ (สนใจเรื่องราวของทับทิมแบบละเอียด อ่านได้ที่บทความ  “ทับทิม ผลไม้สมุนไพร มากประโยชน์“)

มะละกอ12.มะละกอ ในมะละกอนั้นมีเอนไซม์ปาเปน ช่วยทำให้ของเสียที่อยู่ในรูปของโปรตีนแตกตัวเร็ว ช่วยทำความสะอาดลำไส้ และมีส่วนในการช่วยย่อยอาหาร  สำหรับเรื่องราวเกี่ยวกับมะลอกอมีอีกมาก ลองอ่านดูในบทความนี้ดูนะครับ “มะละกอ มากคุณค่า แต่มาจากแดนไกล

13.แตงโม สำหรับแตงโมในทางสมุนไพรไทยแล้วนั้น มีฤทธิ์ช่วยขับปัสสาวะ ฟอกล้างร่างกาย ใช้รักษาแผลในกระเพาะ ลดความดันโลหิตได้แตงโม ทำให้สบายท้อง อ้ออีกอย่างเปลือกแตงโมอุดมด้วยครอโรฟิลล์ และเมล็ดแตงโม มีวิตามินมากอีกด้วย

 

มะขามป้อม14.มะขามป้อม มะขามป้อมนั้นเป็นพืชที่มีวิตามินซีสูงมากมาก ซึ่งวิตามินซีจัดว่าเป็นสารต้านอนุมูลอิสระชั้นดี ลดการเสื่อมสภาพของเซลล์ ]ลดความเสี่ยงต่อมะเร็ง  อีกทั้งมะขามป้อมยังเป็นยาแก้ไอ แก้กระหายน้ำ ขับเสมหะ ทำให้ชุ่มคอ  และที่สำคัญที่สุดในการล้างสารพิษ มะขามป้อมนั้นมีงานวิจัยว่าสามารถแก้พิษของสารตะกั่วได้ สำหรับสรรพคุณด้านอื่นๆของมะขามป้อมยังมีอีกมาก อ่านเพิ่มเติมได้ที่ บทความ “มะขามป้อม ชุ่มคอ ชื่นใจ

15.รางจืด และแล้วก็มาถึงพืชสมุนไพรล้างสารพิษชนิดสุดท้าย นั่นก็คือรางจืดนั่นเองรางจืดครับ รางจืดมีคุณสมบัติที่โดเด่นมากในการทำลายพิษยาฆ่าแมลง พิษจากสตริกนิน พิษจากสารเคมีและยาเบื่อชนิดต่างๆ นับว่าเป้นพืชที่อยู่ในกระแสความนิยม จนมีผู้นำไปสกัดเป็นยาสมุนไพร หรือเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพต่างๆเป็นจำนวนมาก  ลองดูข้อมูลของรางจืดเพิ่มเติมที่บทความนี้นะครับ “รางจืด สมุนไพรไทยขับสารพิษ

ทั้งหมดนี้ก็คือสาระดีๆที่เรานำมาฝาก ติดตามเรื่องดีดี ที่เกี่ยวกับสมุนไพรได้ที่นี่เป็นประจำนะครับ อ้อเกือบลืม บทความนี้นำข้อมูลมาจากหนังสือ กินแล้วไม่ป่วย โดยคุณเชิญสิริ เป็นผู้เขียน และนำมาการเรียบเรียงเพิ่มเติมเนื้อหาใหม่โดย “ไทยสมุนไพร.net”ใครที่นำไปเผยแพร่ต่อรบกวนอย่าลืมลงเครดิต และใส่ link กลับมาที่  http://ไทยสมุนไพร.net ด้วยนะครับ

 

ความหมาย และความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับสมุนไพรไทย

สมุนไพรไทย หมายถึง สมุนไพรของไทยที่มีสรรพคุณ ในการรักษาโรค หรืออาการเจ็บป่วยต่าง ๆ

ความหมายของสมุนไพรไทย

–  และการที่นำเอาสมุนไพร ตั้งแต่สองชนิดขึ้นไป มาผสมรวมกัน ซึ่งจะเรียกว่า “ยา”

– ในตำรับยา นอกจากพืชสมุนไพรแล้ว ยังอาจประกอบด้วยสัตว์ และ แร่ธาตุอีกด้วย เราเรียกพืช สัตว์ หรือแร่ธาตุที่เป็นส่วนประกอบ    ของยานี้ว่า “เภสัชวัตถุ” เช่น เกลือ

– พืชสมุนไพรบางชนิด เช่น กระวาน จันทน์เทศ หรือกานพลู  เป็นพืชที่มีกลิ่นหอมและมีรสเผ็ดร้อน ใช้เป็นยาสำหรับขับลม แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ พืชเหล่านี้ถ้านำมาปรุงอาหารเราจะเรียกว่า “เครื่องเทศ”

 

“พืชสมุนไพร” หรือวัตถุธาตุนี้ หรือตัวยาสมุนไพร จำแนกออกเป็น 5 ลักษณะคือ

1. รูป หมายถึงลักษณะภายนอกเช่น  เปลือก แก่น กระพี้  ราก เมล็ด ใบ ดอก

2. สี มองแล้วเห็นว่าเป็นสีอะไรเช่น สีเหลือง สีแดง สีส้ม สีม่วง สีน้ำตาล สีดำ

3. กลิ่น ให้สามรถรับรู้ได้ว่ามีกลิ่น กลิ่นหอม กลิ่นฉุน  หรือกลิ่นอย่างไร

4. รส ให้รู้ว่ามีรสอย่างไร รสขม รสเค็ม รสหวาน รสเปรี้ยว  รสจืด รสฝาด รสเย็น

5. ชื่อ ต้องรู้ว่พืชสมุนไพรนั้นมีชื่อว่าอะไร  เช่นรู้ว่า กระชายเป็นอย่างไร ใบหนาดเป็นอย่างไร

ส่วนต่างๆของพืชที่ใช้เป็นพืชสมุนไพรทีมีการนำมาใช้ประโยชน์

ส่วนต่างๆของพืชสมุนไพร

1. ราก รากของพืชมีมากมายหลายชนิดเอามาเป็นยาสมุนไพรได้อย่างดี เช่น กระชาย ขมิ้นชัน ขิง ข่า เร่ว ขมิ้นอ้อย เป็นต้น รูปร่างและลักษณะของราก แบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ

1.1 รากแก้ว ต้นพืชมากมายหลายชนิดมีรากแก้วอยู่นับ ว่าเป็นรากที่สำคัญมากงอกออกจาลำต้นส่วนปลายรูปร่างยาวใหญ่ เป็นรูปกรวยด้านข้างของรากแก้วจะแตกแยกออกเป็นรากเล็กรากน้อยและ รากฝอยออกมาเป็นจำนวนมากเพื่อทำการดูดซึมอาหารในดินไปบำรุงเลี้ยงส่วนต่างๆของต้นพืชที่มีรากแก้วได้แก่ ต้นขี้เหล็ก ต้นคูน เป็นต้น

1.2 รากฝอย รากฝอยเป็นส่วนที่งอกมาจากลำต้นของพืชที่ส่วนปลายงอกออกมาเป็น

รากฝอยจำนวนมากลักษณะรากจะกลมยาวมีขนาดเท่าๆกันต้นพืชที่มีใบเลี้ยงเดี่ยวจะมีรากฝอย เช่น หญ้าคา ตะไคร้ เป็นต้น

2. ลำต้น นับว่าเป็นโครงสร้างที่สำคัญของต้นพืชทั้งหงายที่มีอยู่สามารถค้ำยันเอาไว้ได้ไม่ให้โค่นล้มลงโดยปกติแล้วลำต้นจะอยู่ บนดินแต่บางส่วนจะอยู่ใต้ดินพอสมควร รูปร่างของลำต้นนั้นแบ่งออกได้เป็น 3 ส่วนด้วยกัน คือ ตา ข้อ ปล้อง บริเวณเหล่านี้จะมีกิ่งก้าน ใบดอกเกิดขึ้นอีกด้วยซึ่งจะทำให้พืช มีลักษณะที่แตกต่างกันออกไปชนิดของลำต้นพืช

แบ่งตามลักษณะภายนอกของลำต้นได้เป็น

1. ประเภทไม้ยืนต้น

2. ประเภทไม้พุ่ม

3. ประเภทหญ้า

4. ประเภทไม้เลื้อย

3. ใบ ใบเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของต้นพืชทั่วไป มีหน้าที่ทำการสังเคราะห์แสง ผลิตอาหารและ เป็นส่วนที่แลกเปลี่ยนน้ำ และอากาศให้ต้นพืชใบเกิดจากการงอกของกิ่งและตาใบไม้โดยทั่วไปจะมีสีเขียว (สีเขียวเกิดจากสารที่มีชื่อว่า”คอลโรฟิลล์”อยู่ในใบของพืช)ใบของพืชหลายชนิดใช้เป็นยาสมุนไพรได้ดีมาก รูปร่างและลักษณะของใบนั้น

ใบที่สมบูรณ์มีส่วนประกอบรวม 3 ส่วนด้วยกันคือ

1. ตัวใบ

2. ก้านใบ

3. หูใบ

ชนิดของใบ แบ่งออกได้เป็น 2 ชนิด คือ

1. ชนิดใบเลี้ยงเดี่ยว หมายถึงก้านใบอันหนึ่ง มีเพียงใบเดียว เช่น กานพลู ขลู่ ยอ กระวาน

2. ชนิดใบประกอบ หมายถึงตั้งแต่ 2 ใบขึ้นไปที่เกิดขึ้นก้านใบอันเดียว  มีมะขามแขก แคบ้าน ขี้เหล็ก มะขาม เป็นต้น

4. ดอก ส่วนจองดอกเป็นส่วนที่สำคัญของพืชเพื่อเป็นการแพร่พันธุ์ของพืชเป็นลักษณะเด่นพิเศษของต้นไม้แต่ละชนิด ส่วนประกอบของดอกมีความแตกต่างกันตามชนิดของพันธุ์ไม้และลักษณะที่แตกต่างกันนี้เป็นข้อมูลสำคัญในการจำแนกประเภทของ ต้นไม้รูปร่างลักษณะของดอก

ดอกจะต้องมีส่วนประกอบที่สำคัญ 5 ส่วนคือ

1. ก้านดอก

2. กลีบรอง

3. กลีบดอก

4. เกสรตัวผู้

5. เกสรตัวเมีย

5. ผล ผลคือส่วนหนึ่งของพืชที่เกิดจากการผสมเกสรตัวผู้กับเกสรตัวเมียในดอกเดียวกันหรือคนละดอกก็ได้ มีลักษณะรูปร่างที่แตกต่างกันออกไปตามประเภทและสายพันธุ์รูปร่างลักษณะของผลมีหลายอย่าง ตามชนิดของต้นไม้ที่แตกต่างกัน แบ่งตามลักษณะของการเกิดได้รวม 3 แบบ

1. ผลเดี่ยว หมายถึง ผลที่เกิดจากรังไข่อันเดียวกัน

2. ผลกลุ่ม หมายถึง ผลที่เกิดจากปลายช่อของรังไข่ในดอกเดียวกัน เช่น น้อยหน่า

3. ผลรวม หมายถึง ผลที่เกิดมาจากดอกหลายดอก เช่น สับปะรด

มีการแบ่งผลออกเป็น 3 ลักษณะคือ

1. ผลเนื้อ

2. ผลแห้งชนิดแตก

3. ผลแห้งชนิดไม่แตก