Tag Archives: บำรุงผิว

ว่านหางจระเข้ เพื่อผมสวย ผิวใส

ไม่ว่าจะว่านหางจรเข้ หรือ ว่านหางจระเข้ คำไหนเขียนผิดหรือเขียนถูก ผมก็ไม่รู้ แต่ถ้าเรื่องสรรพคุณ ความเป็นสมุนไพรไทยของมัน ก็พอจะบอกได้

ว่านหางจระเข้ สมุนไพรไทยชื่อทางวิทยาศาสตร์ Aloe barbadenisi Mill. วงศ์ Liliaceae

  1. indica Royle
  2. vera Linn.

ชื่ออังกฤษ

Aloe, Star Cartus< Aloin<Jafferabad,Barbados

ชื่อท้องถิ่น ว่านไฟไหม้ (เหนือ) หางตะเข้ (กลาง)

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

ไม้ส้มลุกอายุหลายปี สูง 0.5-1 เมตรข้อและปล้องสั้น ใบ เป็น ใบเดี่ยว เรียงรอบต้น กว้าง 5-12 เซนติเมตร ยาว 30-80 เซนติเมตร อวบน้ำมาก สีเขียวอ่อนหรือสีเขียวเข้ม ภายในมีวุ้นใสใต้ผิว สีเขียวมีน้ำยางสีเหลือง ใบอ่อน มีประสีขาว ดอก เป็นช่อออกจากกลางต้น ดอกย่อย เป็นหลอดห้อยลงสีส้ม บานจากล่างขึ้นบน ผล เป็นผลแห้ง แตกได้

การใช้ในเครื่องสำอางและสรรพคุณทางยา

ลบรอยแผลเป็นที่เกิดจากสิว

วุ้นจากว่านหางจระเข้ ใช้ทาลดความมันบนใบหน้า ลดรอยแผลเป็นที่เกิดจากสิว รักษาการอักเสบต่าง ๆ ทำให้สิวแห้งหลุดง่าย

วิธีใช้ โดยนำใบว่านหางจระเข้ขนาดพอเหมาะมาปอกเปลือกออกให้เกลี้ยงล้างด้วยน้ำสะอาดให้หมดยาง ตาเอาเฉพาะวุ้นใส ๆ ทาบาง ๆ ตอนเช้าและก่อนนอน นาน 6 เดือน ทำให้ ผิวหน้ามีน้ำมีนวล ไร้รอยสิวและรอยแผลเป็น

บำรุงผมและหนังศีรษะ

ใช้สระผมช่วยบำรุงหนังศีรษะ ป้องกันผมร่วง และช่วยลดความมันของเส้นผมได้ ลดอาการคัน ไม่มีรังแค และทำให้ผมไม่หงอกเร็วโดนนำว่านหางจระเข้ที่แก่มาปอกเปลือกเอาแต่ส่วนที่เป็นวุ้นนำมาบดใช้ 2 ช้อนโต๊ะ ขยี้ผมให้ทั่ว ทิ้งไว้ประมาณ 3-5 นาที แล้วล้างออกให้สะอาด

ตำราไทยใช้น้ำยางสีเหลืองขากใบ เคี่ยวให้แห้งเรียกว่า ยาดำ เป็นยาระบาย วุ้นสดของใบใช้ปิดขมับแก้ปวดหัว ใช้รักษาแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก แผลไหม้เกรียมจากแสงแดนและการฉายรังสี แผลสด แผลเรื้อรัง ใช้กินรักษาแผลในกระเพาะอาหาร นอกจากนี้ยังใช้เป็นส่วนผสมสำคัญในเครื่องสำอาง เช่น แชมพูสระผม สบู่ และครีมกันแดด

สารสำคัญ

ในยางมี แอนทราควิโนน

ในวุ้นมี กลับโคโปรตีน aloctin A สลายตัวง่ายเมื่อถูกความร้อน

ข้อควรระวัง

  1. การใช้ว่านหางจระเข้เป็นเวลานาน ๆ ติดต่อกัน ทั้งโดยการรับประทานหรือใช้ภายนอก อาจเกิดอาการแพ้เป็นผื่นคันได้ จึงไม่ควรใช้ติดต่อกันนาน ๆ
  2. สารในวุ้นของว่านหางจระเข้สลายตัวได้ง่ายและรวดเร็วจึงควรเก็บไว้ในตู้เย็น หรือเตรียมใหม่สด ๆ ก่อนใช้

มะเขือเทศ มากกว่าผิวสวย

มะเขือเทศถ้าพูดว่าเพื่อผิวสวยหลายคนอาจเคยได้ยินแต่คุณค่ามันมากกว่านั้น โดยเฉพาะในเรื่องของสารอาหารต่างๆ เราไปรู้จักกับพืชสมุนไพรชนิดนี้กันนะครับ

มะเขือเทศ สมุนไพรชื่อวิทยาศาสตร์ Lycopersicon esculentum Mill วงศ์ Solanaceae

ชื่ออังกฤษ tomato , lova apple

ชื่อท้องถิ่น ตรอบ (สรินทร์) ตีรอบ (เขมร) มะเขือส้ม(ภาคเหนือ)

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

มะเขือเทศเป็นพืชล้มลุก สูง 1-2 เมตรลำต้นและใบมีขน

ใบ เป็นใบประกอบคล้ายขนนก ออกสลับกันยาว 10-14 เซนติเมตร

ดอก ออกเป็นช่อง่ามใบ ช่อหนึ่งมี 3-7 ดอก กลีบดอกสีเหลืองติดกันเป็นหลอด ส่วนปลายแยกเป็น 5-6 กลีบ ผล รูปร่างและขนาดมีได้ต่าง ๆ กัน ส่วนใหญ่กลม กลมรีหรือกลมแบน มะเขือเทศเป็นพืชอบอุ่นและแสงแดด ผลเมื่อยังดิบมีสีเขียว แต่เมื่อสุกเต็มที่แล้วมีสีแดงอมส้มถึงแดง ผิวนอกเรียบเป็นมัน มีเนื้อฉ่ำน้ำ ภายในมีเมล็ดจำนวนมาก

การใช้ในเครื่องสำอางและสรรพคุณทางยา

บำรุงผิวหน้าให้อ่อนนุ่มสดใส

ใสสตรีนิยมใช้น้ำมะเขือเทศสดพอพอกหน้าหรือใช้มะเขือเทศสุกฝานบาง ๆ แปะลงบนใบหน้า เนื่องจากวิตามินหลายชนิดในมะเขือเทศจะช่วยบำรุงผิวหน้าให้อ่อนนุ่ม สดชื่น นอกจากนี้น้ำจากผลมะเขือเทศสุกที่คั้นใหม่ ๆ ใช้ทำความสะอาดผิว ทำให้เนียนนุ่ม โดยนำผลมะเขือเทศมาบดให้ละเอียด เติมน้ำมะนาว 2-3 หยด ขั้นตอนการใช้เริ่มจากการล้างหน้าให้สะอาด ทาครีมสำหรับใบหน้า วางชั้นสำลีแห้งบาง ๆ แล้วปิดด้วยสำลีที่ชุ่มน้ำมะเขือเทศที่เตรียมไว้ ทิ้งไว้ 15 นาที เอาสำรีออกแล้วทาครีมอีกครั้ง และเช็ดออกให้สะอาด ด้วยสำลี ชุบน้ำมะเขือเทศ

            ผลมะเขือเทศนิยมใช้เป็นผักสด ผลไม้ ประกอบอาหารหรือทำซอสมะเขือเทศ น้ำมะเขือเทศเป็นเครื่องดื่ม

การรับประทานผลสดที่มีไลโคปีน ซึ่งคุณสมบัติเป็นแอนติออกซิแดนท์ (antioxidant) ลดการเกิดมะเร็ง จึงเหมาะสำหรับผู้ที่เสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งต่อมลูกหมาก

ยาระบายอ่อน ๆ เจริญอาหาร

ใช้ผลสดต้มน้ำแกงหรือกินสด

ต้น

ยับยั้งเชื้อราที่ทำให้เกิดโรคพืช มีฤทธ์ไล่แมลงและเพิ่มความต้านทานต่อแมลง

สารสำคัญ

ผล มะเขือเทศมีวิตามินหลายชนิดเช่น thiamine, nicotic, acid, riboflavin, ascorbic acid, pantothenic acid, biotin, วิตามินเค นับว่าเป็นผักหรือสมุนไพรที่มีวิตามินเกือบครบ สารจำพวก carotennoid ที่พบในมะเขือเทศมี B-carotene และ lycopene ในมะเขือเทศที่สุกมี lycopene เพิ่มขึ้น

ใบ ส่วนเหนือดินและผลดิบ ใบมะเขือเทศมีสารพวก สเตียรอยดัลอัลคาลอยด์ (steroidal alkaloids) ได้แก่ อัลฟาโทมาทีน

ข้อควรระวัง

สารอัลฟาโทมาทีน มีลักษณะคล้ายซาโปนิน ทำให้เม็ดเลือดแดงแตก ระคายเคืองต่อผิวหนังและเยื่อบุอย่างแรง ถ้ารับประทานในขนาดที่ทำให้เกิดพิษจะระคายเคืองทางเดินอาหารอย่างแรง มีฤทธ์กระตุ้มระบบประสาทส่วนกลางอาจเป็นอัมพาตได้

การใช้มะเขือเทศพอกหน้า บำรุงผิวหน้าให้อ่อนนุ่มสดชื่น ผลที่ใช้ต้องสด ดูสภาพดี ไม่ควรใช้ผลที่เหี่ยวแห้งแล้วภาชนะที่ใส่ผลไม้ไม่ควรทำด้วยโลหะที่เป็นสนิม ควรใช้แก้วหรือกระเบื้อง การพอกอย่าพอกที่ตา ปากและรูจมูก

 

มะขาม ผลไม้สมุนไพรมากคุณค่า

ใครจะรู้ว่า มะขาม จัดเป็นสมุนไพรไทยชนิดหนึ่ง แถมยังเป็นสมุนไพรที่เรียกได้ว่ามากคุณค่าอีกด้วย

มะขาม สมุนไพรไทยชื่อวิทยาศาสตร์ Tamardus lndica Linn วงศ์ Caesalpiniaceae

ชื่ออังกฤษ Tamarind , sampalok

ชื่อท้องถิ่น ขาม ตะลูบ (นครราชสีมา) ม่องโคล้ง มอดเล ส่ามอเกล(แม่ฮ่องสอน) หมากแกงอำเบียล

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ มะขามเป็นพืชยืนต้นขนาดใหญ่ ใบ ประกอบแบบขนนกมีใบย่อย10-15 คู่กลีบดอกมีสีเหลือง ประด้วยจุดแดงดอกรวมกันเป็นช่อ

ผิวของผล

ใช้เป็นยาขับลมในลำไส้ แก้แน่น ใช้เป็นยาบำรุงหัวใจ

สารสำคัญ

ในน้ำมะกรูด มีกรดอินทรีย์

น้ำมันหอมระเหย ประกอบด้วย citronellal และ citronellal acetate

ข้อควรระวัง

ในการบำบัดรักษาด้วยน้ำมันหอมระเหยมีข้อห้าม คือ

1.ห้ามรับประทาน

2.ห้ามสูดดมหรือสัมผัสผัวหนังโดยตรงเว้นแต่ได้ทำให้เจือจางแล้ว

ผล เป็นฝัก เปลือกของฝักเมื่อแก่ ค่อนข้างแข็งแต่บาง เมล็ด แก่สีน้ำตาล

เป็นมันแข็ง

ารใช้เครื่องสำอางและสรรพคุณทางยา

บำรุงผิว

ใบสดใช้ต้มน้ำอาบหลังคลอดหรือผสมกับสมุนไพรอื่น เช่น ขมิ้นชัน ว่านน้ำ เพื่อต้มอาบ อบ สมุนไพร ใบสดมีกรดหลายชนิดที่ช่วยทำให้ผิวพรรณสะอาดขึ้น และช่วยต้านทานโรค เนื่องจากผิวหนังของคนมีฤทธิ์เป็นกรดอ่อน ๆ น้ำต้มใบมะขามมีฤทธิ์เป็นกรดอ่อน ๆ เช่นกัน จึงช่วยเสริมฤทธิ์ของกรดบริเวณผิวหนัง นอกจากนี้น้ำต้มใบมะขามยังใช้บ้างแผลเรื้อรังได้อีกด้วย

ช่วยให้ผิวพรรณสดใสไม่หมองคล้ำ

เนื้อหุ้มเมล็ด ที่เรียกว่ามะขามเปียก มีกรดอินทรีย์หลายชนิด มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ หรือลดความคล้ำของผิว ช่วยให้ผิวสดใสขึ้น ตำราไทยใช้มะขามเปียกเป็นยาระบายอย่างอ่อน แก้ไอ ขับเสมหะ

ถ่ายพยาธิตัวกลมและพยาธิเส้นด้าย

เมื้อในเมล็ด ใช้สำหรับถ่ายพยาธิตัวกลมและพยาธิเส้นด้าย วิธีใช้เอาเมล็ดในที่มีสีขาว ต้มกับน้ำ ใส่เกลือเล็กน้อย รับประทาน 1 ครั้ง หรือคั่วให้เนื้อในเหลือง กะเทาะเปลือกแช่น้ำให้นิ่มเคี่ยว เช่นถั่ว ขนาดใช้ 20-25 เมล็ด

ยาฝาดสมาน

เปลือกต้มใช้เป็นยาฝาดสมาน เนื่องจากมีสารพวกแทนนินสูง

ยาระบาย

โดยใช้มะขามเปียกประมาณ 15-20 กรัมหรือขนาดเท่าหัวแม่มือ ประมาณ 5-6 ก้อน จิ้มเกลือรับประทานแล้วดื่มน้ำตามมาก ๆ

ขับน้ำนม

ใช้แก่นต้มน้ำดื่มครั้งละ 1 ถ้วยระหว่างอยู่ไฟ

สาระสำคัญ

เมล็ด albuminoid 14-20%, fat carbohydrated 59-65%, semidrying fixed oil 3.8-20% , reducing suger 2.8%, mucilaginous matartaric acid,  citric acid, potassium bitarate, invert suger นอกจากนี้ยังมี gum และ pectin เมื่อเอามะขามเปียกขยำน้ำจะเป็นเมือกเล็กน้อยเพราะมี pectin

ข้อควรระวัง

ควรเลือกผลที่ปราศจากแมลงและเชื้อรา

ไพล สมุนไพรโบราณ คู่ตำหรับยาไทย

ไพล หลายๆคนอาจเคยได้ยินชื่อ เพราะเป็นสมุนไพรไทย ที่อยู่คู่กับคนไทยมานาน จะเห็นจากตำหรับยาไทยต่างๆ จะมีไพล เป็นส่วนประกอบเสมอ วันนี้เรามารู้จัก สมุนไพร ตัวนี้ให้มากขึ้นกันนะครับ

ไพล สมุนไพรไทยชื่อวิทยาศาสตร์ Zingiber montanum Rosc วงศ์ Zingiberaceae

ชื่ออังกฤษ Thai ginger,Bengal ginger

ชื่อท้องถิ่น ปูลอย ปูเลย ( เหนือ) ว่านไฟ ( กลาง) มิ้นสะล่าง (แม่ฮ่องสอน)

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

เป็นพืชล้มลุกสูง 70 –150 เซนติเมตรมีเหง้าใต้ดินเปลือกนอกสีน้ำตาลแกมเหลือง เนื้อในสีเหลืองแกมเขียว มีกลิ่นเฉพาะแทงหน่อสีลำต้นเทียมขึ้นเป็นกอ ประกอบด้วยกาบหรือโคนขึ้นซ้อนกันใบเดี่ยวเรียงสลับรูปขอบขนานคล้ายใบหอกกว้าง 3.5-5.5เซนติเมตรดอกช่อแทงจากเหง้าใต้ดิน กลีบดอกสีนวลใบประดับสีม่วงผลเป็นผลแห้งรูปกลม

การใช้เครื่องสำอางและสรรพคุณยา

ไพลเป็นพืชที่ใช้กันมาตั้งแต่โบราณกาล นิยมปลูกไว้ในบ้าน เป็นพืชวงศ์เดียวกับ ขิง ข่า ตามตำหรับโบราณ ไพลเป็นส่วยผสมของยาอบสมุนไพร ช่วยสมานผิวและทำให้ผิวเต่งตึงสดใสจากการวิจัยพบว่าน้ำมันหอมระเหยจากเหง้ามีฤทธิ์ลดอาการอักเสบ แก้ปวดข้อ ขัด ยอกและปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อได้ผลดี

วิธีใช้

 

ใช้เหง้าสด 1เหง้าตำให้แหลกเอาน้ำคั้นทาถูนวดบริเวณที่มีอาการ หรือใช้เหง้าสดตำพวกบริเวณที่ปวดบวม น้ำคั้นจากเหง้าไพลมีฤทธิ์ทำให้ปลายประสาทชาจึงช่วยลดอาการปวดเมื่อยได้

สารสำคัญ

เหง้าไพลประกอบด้วยน้ามันหอมระเหยประมาณ 6 %มีสารกลุ่มเซสควิเทอร์ เช่น camphene,zingibereneมีฤทธิ์ขยายหลอดลมซึ่งได้ลองใช้กับผู้ป่วยสรุปว่าได้ผลดี

ใบบัวบก สมุนไพรไทย หาง่ายใช้สะดวก

ใบบัวบก พืชสมุนไพรไทย ชนิดนี้น่าจะคุยเคยกับคนไทยเป็ยอย่างดี แต่วันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับบัวบก หรือใบบัวบก อย่างถึงกึ๋นกัน

ใบบัวบก สมุนไพรไทย

ชื่อวิทยาศาสตร์ centella asiatica urban วงศ์ Umbelliferae Hydrocotyle  asiatica Linn

ชื่ออังกฤษ Asiatic pennywort, goto gola , tiger, Hydrocotyle lndian hydrocotyle

ชื่อท้องถิ่น ผักหนอก (กลาง) ผักแว่น (เหนือ ตะวันออก ) จำปาเครือ กระบังนอก (ลำปาง) ผักแว่น ผักหมอกช้าง (จันทบุรี ภาคใต้)

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

เป็นไม้ล้มลุกเลื้อยแผ่ไปตามพื้นดินชอบที่ชื้นแฉะมีรากฝังลงในดินและงอกปลายยอดใหม่ชูขึ้น ใบเดี่ยวออกเป็นกระจุกตรงข้อจำนวน 2- 6 ใบแผ่นใบรูปไตขอบใบหยักใบกว้าง 2-5 เซนติเมตรดอก ช่อเป็นกระจุกสีแดงอมเขียวออกระหว่างช่อก้านใบกับลำต้นที่แผ่ติดดินผลขนาดเล็กเป็นลูกค่อนข้างกลมแตกได้

การใช้เครื่องสำอางและสรรพคุณยา

ฤทธิ์สมานบาดแผล

จากงานวิจัยพบว่าบัวบกสามารถทำให้แผลอักเสบต่างๆหายโดยทำให้แผลอ่อนตัวลง เพิ่มการสร้างเซลล์ผิวหนังอย่างรวดเร็วเพิ่มการไหลเวียนของเลือดไปยังบริเวณบาดแผลและมีฤทธิ์สมานบาดแผลจากคุณสมบัติเหล่านี้ปัจจุบันได้มีผู้นำสารสกัดบัวบกไปทำครีมทาช่วยรักษาแผลให้หายเร็วขึ้นและนำสารสกัดบัวบกไปผสมในเครื่องสำอาง

ลดอาการหน้ามัน

ใช้น้ำคั้นใบสดมาล้างหน้า

แก้ช้ำใน( พลัดตกหกล้ม )

ใช้ต้นสด 1 กำมือ ล้างให้สะอาดตำคั้นน้ำ เติมน้ำตาลเล็กน้อยดื่ม 1 ครั้งกินไปเรื่อยๆจนกว่าอาการจะหายสนิทหรืออาจใช้ตำฟอกบริเวณฟกช้ำ

สารสำคัญ

ต้นใบบัวบกประกอบด้วยสารกลุ่ม triterpenes คือ asiaticosind, madecassoside,  asiatic

สารกลุ่ม alkaloid คือ hydrocotylene

ข้อระวัง

1.ในต่างประเทศพบว่าถ้ารับประทานใบบัวบกมากเกินไปจะไปกดประสาททำให้ง่วงเหงามึนงง

2.การรับประทานน้ำคั้นบัวบก ห้ามรับประทานติดต่อกันนาน

แตงกวา สมุนไพรไทย ที่หลายคนมองข้าม

 แตงกวา สมุนไพรไทย

หากพูดถึงแตงกวาน้อยคนนักที่จะไม่รู้จัก หลายคนคิดว่ามันเป็นผักธรรมดาที่วางอยู่บนจานข้าวผัด แต่แท้จริงแล้วมันเป็น สมุนไพรไทย อย่างหนึงที่มีประโยชน์มากมาย แต่ก่อนที่เราจะรู้จักประโยชน์และสรรพคุณของมัน เรามาทำความรู้จักกับ พืชสมุนไพรชนิดนี้กันก่อนนะครับ

ชื่อวิทยาศาสตร์ Sucumis sativus Linn วงศ์ Cucurbitaceae

ชื่ออังกฤษ Cucumber

ชื่อท้องถิ่น แตงขี้ไก่ แตงขี้ควาย แตงช้าง แตงร้าน (ภาคเหนือ) แตงปี แตงยาง (แม่ฮ่องสอน) แตงเห็น แตงอ้ม (เชียงใหม่) ตาเสาะ (เขมร) อึ่งกวย (จีน)

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

แตงกวา สมุนไพรไทย

 แตงกวาเป็นไม้เถามีอายุปีเดียว ต้นมีขนหยาบสีขาว ใบออกสลับกันตรงสามเหลี่ยมมนใหญ่ กว้าง 12 –18 เซนติเมตรมีแฉกใหญ่ 3 – 5 แฉก ตัวใบมีขนทั้ง 2 ด้าน ดอกแยกเป็นตัวผู้และตัวเมียอยู่บนต้นเดียวกันกลีบดอกเป็นหลอดสีเหลืองส่วยปลายแยกเป็น 5 กลีบ เมล็ดลีแบนผิวเรียนสีขาว ผล รูปทรงกระบอกมีลายเขียวแก่มีพื้นสีเขียวอมขาวมีขนาดต่างๆกัน ในทางพฤษกศาสตร์แตงกวาและแตงร้านมีชื่อวิทยาศาสตร์เดียวกันพืชนี้มีถินกำเนิดในทางตอนเหนือของประเทศอินเดีย เป็นพืชที่รู้จักกันดี ในบางพันธุ์ผลที่ยังอ่อนจะมีตุ่มยื่นออกมา

การใช้เครื่องสำอางและสรรพคุณยา

ฤทธิ์ฝาดสมาน

น้ำคั้นจากผลสดมีฤทธิ์ฝาดสมาน กระชับรูขุมขน ทำให้ผิวหน้าเรียบตึง ในผลมีเอ็นไซม์ อีเรบซิน( erepsin ) ช่วยย่อยโปรตีนซึ่งจะช่วยย่อยผิวชั้นนอกที่หยาบกร้านออกไปทำให้ผิวหน้าอ่อนนุ่ม เนื่องจากในผลแตงกวามีปริมาณกรดอะมิโนสูงจึงนิยมใช้น้ำแตงกวาผสมในเครื่องสำอาง เช่นครีมล้างหน้า ครีมทาตัว แว่นแตงกวานำมาวางแนบผิวหน้าให้ความนุ่มเย็นบำรังผิว น้ำและเนื้อแตงกวาให้ความสดชื่นได้ดี

ยาเย็น

ผลเป็นยาเย็นขับปัสสาวะ แก้ไข้ กระหายน้ำ คอเจ็บ ตาแดง ไฟลวกและผดผื่นคัน กินเป็นผักจิ้มหรือนำมาประกอบอาหารได้หลายชนิด

แก้ท้องเสียบิด

ใบมีรสขม มีพิษเล็กน้อยใช้แก้ท้องเสีย บิด

ยาถ่ายพยาธิ

เนื้อในเมล็ด ( kernel ) จากเมล็ดแก่กินเป็นอาหารและใช้เป็นยาถ่ายพยาธิ

ขับปัสสาวะ แก้บิด หนองใน โรคผิวหนัง

เถา รสขม มีพิษเล็กน้อย ขับปัสสาวะ แก้บิด หนองใน โรคผิวหนังเป็นฝีเล็กๆ มีหนองและลดความดันโลหิต

สารสำคัญ

ผลแตงกวาเมื่อนำมาวิเคราะห์จะมีส่วนประกอบดังนี้ ความชื้น 96.4%  โปรตีน 0.4 % ไขมัน 0.1 % คาร์โบไฮเดรต 2.8 % แร่ธาตุเช่นแคลเซียม ฟอสฟอรัส และเหล็ก วิตามิน B และวิตามิน C ผลแตงกวามีเอนไซม์อยู่หลายชนิดคือ เอนไซม์ที่ย่อยโปรตีน ascorbic acid oxidase , succinic malic dehydroginase เถ้า (ash) จากเมล็ดมีปริมาณของฟอสฟอรัสสูง

ข้อควรระวัง

ในกรณีที่กระเพาะอาหารเป็นแผลกินแล้วจะทำให้ปวดท้องท้องเสียง่าย