Author Archives: ไทยสมุนไพร.net

สมุนไพร ขับพิษ

เป็นข่าวหน้าหนึ่งที่น่าตกอกตกใจของหนังสือพิมพ์หลายฉบับและสื่ออื่นๆ แทบทุกสื่อ เมื่อเกิดเหตการณ์ทีผู้เสียชีวิตในอาคารเอสซีบีพาร์ค (ที่ทำการ ธนาคารไทยพาณิชย์สำนักงานใหญ่) หลายราย เหตุเกิดจากมีควันสารเคมีที่ใช้เพื่อการดับเพลิงเกิดทำงานผิดปกติ ทำงานในช่วงที่มีคนอยู่ในอาคาร เกิดควันสารเคมีเป็นจำนวนมาก ซึ่งแน่นอนว่าควันสารเคมีเหล่านี้มีพิษเป็นอันตราย นี่เป็นอีกครั้งที่เราต้องพึ่งสังวร ในเรื่องการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับสารเคมีเป็นจำนวนมากรอบตัว ซึ่งมันอาจจะเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงแบบนี้ หรือไม่ก็เป็นการรับสารพิษเข้าไปแบบสะสมทีละเล็กทีละน้อย จนวันใดที่ร่างกายกายจัดการไม่ไหว มันก็จะเกิดผลเสียทำให้เราเจ็บป่วยไม่สบายขึ้นมา… ซึ่งก็มีตั้งแต่สถานเบาจนถึงระดับอาการหนัก ดังนั้นการใส่ใจในเรื่องการขับสารพิษออกจากร่างกายเป็นเรื่องที่คนเราควรให้ความสนใจ และสิ่งที่ช่วยให้เราสามารถขับสารพิษออกจากร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพอย่างหนึ่งก็คือ ยาสมุนไพร !

สารพิษ scb park

สมุนไพรที่มีสรรพคุณขับพิษออกจากร่างกาย มีอยู่ด้วยกันหลากหลายชนิดอาทิเช่น

  1. สมอไทย มีสรรพคุณในการกำขัดสารพิษในร่างกาย ถอนพิษตกค้างและยังแก้อาการจุกเสียแน่นท้อง เป็นยาระบายอ่อนๆ
  2. ใบย่านาง มีสรรพคุณล้างพิษ แก้พิษเบื่อเมา แก้กินอาหารผิดสำแดง และยังสามารถรักษาอาการติดเชื้อ อักเสบ แก้ผื่นคัน ดับพิษร้อน สามารถทำเป็นเครื่องดื่มบำรุงสุขภาพ
  3. กระเจี๊ยบเขียว มีกากใยในตัวสูงและสามารถละลายน้ำได้ ช่วยในการดูดซับพิษให้ออกมสมุนไพรล้างสารพิษาจากร่างกายพร้อมการขับถ่าย ชะล้างพิษในลำไส้ และยังสามารถใช้กำจัดพยาธิตัวจี๊ดได้อีกด้วย
  4. มะขามป้อม เป็นพืชที่ได้รับการยอมรับว่ามีวิตามินซีสูงช่วยเพิ่มภูมิต้านทานให้ร่างกาย แต่ในด้านการขับพิษถือว่ามีประสิทธิภาพมาก พบว่าสามารถขับสารพิษออกจากร่างกายได้ดี แม้แต่สารพิษของโลหะหนักอย่างสารตะกั่วก็สามารถขจัดออกจากร่างกายของคนเราได้
  5. รางจืด อาจเรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในสุดยอดสมุนไพรขับสารพิษที่ขึ้นชื่อที่สุด ใช้แก้พิษอาการเบื่อเมาได้แทบทุกประเภท ถอนพิษอาการเมาค้าง และสามารถขจัดสารพิษอันตรายได้ดี ไม่ว่าจะเป็นยาพิษ ยาเบื่อ พิษจากสารเคมี และยาฆ่าแมลง นับเป็นตัวยาสมุนไพรที่ควรมีไว้ประจำบ้าน นิยมทำเป็นสมุนไพรแห้งเก็บเอาไว้ชงดื่มแบบน้ำชา
  6. แตงโม ผลไม้ที่มีน้ำมาก ช่วยในการขับสารพิษผ่านทางการขับปัสสาวะ ฟอกล้างร่างกาย นอกจากนั้นยังสามารถลดอาการความดันโลหิตสูงและยังคลายร้อนทำให้รู้สึกสดชื่นได้อีกด้วย

เหล่านี้เป็นตัวอย่างสมุนไพรที่สามารถใช้ขับพิษ ซึ่งเราจ้องเผชิญอยู่เป็นประจำ ควรเลือกรับประทานอยู่เสมอ เพื่อให้ร่างกายของเรามีสุขภาพที่แข็งแรงไม่สะสมสารพิษร้ายเอาไว้ในร่างกาย

สมุนไพรแก้อาการท้องเสีย

ภาพหญิงสาวทำจริงจังกับเพื่อนชาย (ร่างท้วม) ที่ทำหน้าแตกตื่นกอดกระเป๋า กลายเป็นภาพที่ถูกเอาตัดต่อ เพิ่มคำล้อเลียนกันกระหึ่ม Social Network กลายเป็นกระแสที่เอาไปล้อเลียนเล่นมุกต่างๆ นานา ในทำนองถึงต้องการแต่ก็… ทำไม่ได้ ! เยอะแยะมากมาย และเชื่อว่าคนจำนวนมากก็ได้เห็นภาพเหล่านี้มาแล้ว ภาพนี้มาจากละครแนว Comedy เรื่อง ไดอารี่ตุ๊ดซี่ส์ (DiaryTootsies) ออกอากาศทางช่อง GMM 25 ซึ่งเริ่มออกอากาศมาตั้งแต่ต้นปี 59 ที่ผ่านมาหมาดๆ นี่เอง จุดสำคัญที่ทำให้ภาพนี้ปรากฏในสื่อออนไลน์กลายเป็นไวรัลแชร์ต่อๆ กัน โด่งดังอยู่มนขณะนี้เป็นซีนที่ เพื่อนสาวเกิดปวดท้องอยากขับถ่ายรุนแรงขึ้นมาบนรถ ทนไม่ไหวจนจะเอากระเป๋าแบรนด์ดังมาทำเป็นโถฉุกเฉินบนรถยนต์ แต่เพื่อไม่ยอมบอกว่า “ไม่ด้ายยยย !”

ไดอารี่ตุ๊ดซี่ ขี้บนรถ ท้องเสีย

เรื่องขับถ่ายเป็นเรื่องสำคัญของคนเรา ยิ่งเป็นในช่วงที่ท้องเสีย เป็นอะไรที่อยากจะทนได้ ซึ่งเรื่องนี้ก็มีความเกี่ยวข้องกับสมุนไพร ที่เราสามารถนำเอามาใช้เพื่อรักษาอาการปวดท้องท้องเสีย ซึ่งก็มีอยู่หลายชนิด แต่ส่วนใหญ่ก็มีอยู่รอบตัวเรา และเป็นของที่มีรสฝาด

สมุนไพรแก้อาการท้องเสีย ที่ช่วยให้เราไม่ต้องไปหาที่ขับถ่ายแบบฉุกเฉินกันจ้าหละหวั่นก็มีอยู่หลายชนิด อาทิเช่น…

  1. เปลือกมังคุด ซึ่งเราสามารถใช้เปลือกตากแห้งของมันมาบดเป็นผง หรือเปลือกตากแห้ง เอามาต้มชงกับน้ำ รับประทานแก้อาการท้องเสียท้องร่วง เป็นบิด ได้เป็นอย่างดี มีสรรพคุณทำลายเชื้อโรคในลำไส้ แก้อาการท้องเสีย ปวดท้อง เป็นบิด
  2. กล้วยน้ำว้าดิบ มีฤทธิ์สมาน รักษาอาการท้องเสีย และแผลในระบบทางเดินอาหาร ป้องกันการติดเชื้อ ได้ดี ซึ่งตรงกันข้ามกับกล้วยน้ำว้าสุก ที่มีสรรพคุณแก้ปัญหาอาการท้องผูกถ่ายไม่ออก
  3. เปลือกต้นข่อย เอามาตากแห้งบดเป็นผง หรือนำเปลือกมาต้มกับน้ำดื่มแบบน้ำชา มีสรรพคุณรักษาอาการท้องร่วง ปวดท้อง
  4. แก่นฝาง ใช้แก่นไม้ฝางแห้งเอามาต้มน้ำ หรือบดเป็นผงปั้นเป็นลูกกลอน รับประทาน สามารถรักษาอาการท้องเสีย ปวดท้องบิดมวนท้องได้
  5. มะตูม ใช้มะตูมสดหั่นเป็นแว่นๆ เอาไปตากแดดแล้วเอามาต้มชงดื่มแบบน้ำชา หรือในปัจจุบนก็มีการเอามาทำเป็นผงบรรจุแคปซูล เพื่อมห้พกพาสะดวกและรับประทานได้ง่าย
  6. เปลือกต้นทับทิม มีรสฝาด สามารถใช้เปลือกตากแห้งนำมาต้มเอาน้ำมาดื่ม รักษาอาการปวดท้อง บิด เกร็ง ถ่ายมีมูกมีเลือดได้เป็นอย่างดี

เหล่านี้เป็นสมุนไพรแก้อาการท้องเสีย ที่สามารถช่วยเราในเรื่องอาการปวดท้องถ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นพืชสมุนไพรที่หาได้ไม่ยาก สามารถรักษาอาการได้เป็นอย่างดี ฆ่าเชื้อโรคที่เป็นสาเหตุของอาการท้องเสียได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

รวมสมุนไพรแก้ไขอาการแผลไฟไหม้หรือน้ำร้อนลวก

ข่าวเรือติดเครื่องยนต์แก๊ส เกิดระเบิดขึ้นที่คลองแสนแสบ เมื่อวันที่ 5 มีนาคม ที่ผ่านมา กลายเป็นเรื่องเกรียวกราดในหน้าข่าวของสื่อทุกแขนง เหตุเพราะมันเป็นเรื่องใหญ่ที่น่าตกใจ จากเหตุการณ์ระเบิดนี้มีผู้บาดเจ็บมากกว่า 50 ราย และในจำนวนนี้มี 2 รายที่อาการหนัก อีกทั้งเรือก็เป็นหนึ่งในยานพาหนะสาธารณะที่มีผู้คนใน กทม. นิยมใช้บริการจำนวนไม่น้อย มันไปสะกิดความรู้สึกพรั่นพรึงของคนจำนวนมากที่ต้องโดยสารเรือให้เกิดความหวาดกลัว เกรงว่าจะเกิดเหตุแบบเดียวกันนี้ขึ้นกับตัวเอง

อย่างไรก็ตามสาเหตุของการระเบิดยังอยู่ในระหว่างการสอบสวนหาสาเหตุที่แท้จริง ซึ่งก็มีอยู่หลายประเด็นที่ถูกตั้งขึ้นมาในการสอบสวน รวมถึงประเด็นสาเหตุที่มีการเล่าลือกันออกไปต่างๆ นานา… ซึ่งเรื่องนี้เราก็ควรรอข้อเท็จจริงจากเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานและเจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวนก่อน แต่เราจะมาเล่าในวันนี้ไม่ใช่เรื่องสาเหตุหรือสมมุติฐานของการระเบิดที่เกิดขึ้น แต่เราอยากจะมาชวนให้นึกถึงวิธีการรักษาอาการที่เกิดจากแผลไฟไหม้ เพราะมันเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวและเกิดขึ้นได้ง่ายยิ่งกว่า เป็นเรื่องพบเจอกันเป็นประจำในชีวิตประจำวันทั้งนอกบ้านและในบ้าน…

เมื่อเกิดแผลไฟไหม้ หรือน้ำร้อนลวก เราสามารถใช้สมุนไพรใกล้ตัวช่วยได้ในการรักษา ซึ่งสมุนไพรที่นิยมใช้กันในการแก้ไขอาการแผลไฟไหม้หรือน้ำร้อนลวกก็มีอยู่ด้วยกันหลายชนิด ได้แก่

  1. ว่านหางจระเข้ ให้เลือกเอาใบที่อยู่โคนด้านล่างสุดมาใช้ก่อน วิธีการก็คือนำเอาใบว่านหางจระเข้มาปอกเปลือกออก แล้วเอาไปล้างน้ำชะล้างยางสีเหลืองออกไปให้เหลือแต่วุ้นใสๆ เอามาแปะทับที่แผล วุ้นจากว่านหางจระเข้สามารถช่วยรักษาได้เป็นอย่างดี สามารถช่วยลดอาการปวดแสบปวดร้อนที่แผล และลดขนาดแผลเป็นได้อีกด้วย
  2. ใบบัวบก เป็นสมุนไพรอีกชนิดที่มีฤทธิ์เย็นจัด นอกจากสามารถนำมารับประทานบรรเทาอาการช้ำในขับเลือดเสียได้แล้ว ยังสามารถเอามาตำพอกบริเวณที่เป็นแผลไฟไหม้หรือน้ำร้อนลวกได้อีกด้วย
  3. ใบชา นอกจากนำมาชงดื่มได้แล้ว กากของชาที่ชงยังสามารถเอามาใช้พอกที่แผลไฟไหม้ได้ สารแทนนินในใบชาสามารถรักษาอาการปวดแสบปวดร้อน ป้องกันการติดเชื้อและทำให้แผลหายเร็วขึ้นได้อีกด้วย
สมุนไพร ลดรอย น้ำร้อนลวก แผลไฟไหม้

สมุนไพร ลดรอย น้ำร้อนลวก แผลไฟไหม้

ในการใช้สมุนไพรรักษาแผลไฟไหม้น้ำร้อนลวก นอกจากจะต้องรีบทำโดยเร่งด่วนแล้ว เรายังต้องใส่ใจในเรื่องความสะอาดของสมุนไพร ซึ่งโดยทั่วไปเราสามารถใช้ได้ทั้งสมุนไพรสด และสมุนไพรแห้งนำมาบดพอก ควรมีการทำความสะอาดให้แน่ใจเสียก่อน ทั้งตัวสมุนไพรที่จะนำมาใช้และปากแผลที่ควรมีการทำความสะอาดเพื่อลดปัญหาเรื่องการติดเชื้อที่ทำให้แผลอักเสบลุกลาม…

รวมสุดยอดสมุนไพรไทยแก้คัน

ใครได้ดูหนังเรื่อง ฟรีแลนส์บ้างครับ ผมพึ่งไปดูมา เนื้อเรื่องแปลกใหม่ดี แต่ผมไม่ได้มารีวิวหนังนะครับเพราะเว็บนี้เป็นเว็บเกี่ยวกับสมุนไพรไทย  ซึ่งถ้าใครได้ดู  พบว่าจากเนื้อในหนังเราจะพบว่าพระเอกป่วยเป็นโรคผิวหนังชนิดหนึ่ง ซึ่งในหนังก็ไม่ได้บอกว่าเป็นอะไรซะด้วย  แต่อาการที่พบได้แก่อาการคัน และตุ่ม ผื่นต่างๆ ถ้าไปหาหมอ หมอก็จะจัดพวกยาต่างๆตามอาการ  ซึ่งจริงๆแล้ว หากอาการไม่ร้ายแรงนัก เช่นตุ่มผดผื่นคันจากอากาศร้อน หรือการแพ้ที่มีไม่มาก เราก็สามารถใช้สมุนไพรไทยรักษาได้เช่นกัน  ลองมาดูกันครับว่ามีสมุนไพรอะไรกันบ้าง

ว่านหางจระเข้1.ว่านหางจระเข้ พืชสมุนไพรไทย ชนิดนี้เราคงรู้จักกันดีอยู่แล้ว ลองอ่านเพิ่มเติมจากลิ้งค์นี้ได้ครับ  ว่านหางจระเข้ เพื่อผมสวย ผิวใสการใช้งานรักษาอาการคัน โดยการใช้ส่วนที่เป็นวุ้นวุ้นจากว่านหางจระเข้ทาที่ผิวส่วนที่มีอาการต่างๆเช่นผื่นคัน  ผด โดยให้ทา วันละ 2-3 ครั้ง แต่ที่สำคัญควรล้างผิวหนังให้สะอาดก่อนทุกครั้ง สารจากว่านหางจระเข้มีฤทธิ์บรรเทาอาการคันให้ทุเลาลงได้   อีกทั้งยังช่วยฟื้นฟูสภาพผิวให้กลับมาดีขึ้นได้ด้วย ใครไม่มีลองหาจากตลาดนัดมาปลูกดูนะครับ ปลูกง่าย

2.ขมิ้น เป็นสมุนไพรไทยที่ดีมากๆในการรักษาโรคผิวหนัง โรคผดผื่นคันต่างๆ ขมิ้นวิธีการคือให้นำเหง้าสดของขมิ้นมาล้างจากนั้นใช้ครก ตำให้เกิดน้ำแล้วนำมาทาผิว หรือจะใช้เครื่องบดแล้วคั้นเอาน้ำก็ไม่ว่ากันครับ   เป็นไงง่ายไหมครับสำหรับรายละเอียดสรรพคุณด้านสมุนไพรเพิ่มเติมลองดูได้จากลิ้งค์นี้ครับ   ขมิ้น ไม่สิ้นซึ่งสรรพคุณ

3.พลู สมุนไพรไทยตัวนี้น่าจะพอหาไดครับ ตามตลาด เพราะคนแก่ๆใช้เคี้ยวร่วมกับหมาก วิธีการใช้ก็โดยนำใบสด  3-4 ใบ มาตำแล้วคั้นเอาน้ำผสมกับเหล้าโรง (หรือเหล้าขาวนั่นแหละครับ ที่เรียกว่าเหล้าโรงเพราะเขาไม่อยากให้มองในแง่ของเหล้าเถื่อน) ซึ่งพลูสามารถช่วยลดอาการของผดผื่นคันได้เป็นอย่างดี

5.ฟ้าทะลายโจร สมุนไพรนี้ไม่ได้ขึ้นชื่อแต่พียงรักษาอาการเจ็บคอ หรือไข้นะครับ สมุนไพรไทย ฟ้าทลายโจรซึ่งฟ้าทะลายโจรสามารถนำใบสดมาตำ แล้วคั้นเอาน้ำมา ทาบริเวณที่มีอาการผดผื่นคันซึ่งใช้วิธีคล้ายๆกับขมิ้น  หรือจะใช้ส่วนลำต้นต้มกับน้ำมันมะพร้าวจนเปื่อย แล้วกรองเอาเฉพาะน้ำ,yoมาทาก็ได้ ส่วนสรรพคุณด้านสมุนไพรไทยของฟ้าทะลายโจร ลองดูที่ลิ้งค์นี้ครับ  ฟ้าทะลายโจร สมุนไพรทะลายไข้

6.สะเดา นอกจากทานกับน้ำปลาหวาน สามารถใช้ได้ทั้งส่วนใบและเปลือกต้นสะเดา วิธีใช้โดยการคั้นเอาน้ำ มาใช้ทา เช่นเดียวกับสมุนไพรอื่นๆ เพราะสะเดาแบคทีเรีย ต้านเชื้อรา จึงช่วยลดอาการคัน อาการแพ้ของผิว ได้อย่างดี สำหรับสรพคุณอื่นๆของสะเดา สามารถดูได้จากลิ้งค์นี้นะครับ สะเดา สมุนไพรรสขม แต่มากคุณค่า

ขอบคุณภาพจาก kasettrakonthai.com  เนื้อหาประกอบจาก  http://www.beauty24store.com/

แคนา ยอดสมุนไพรไทยจากท้องนา

เมื่อไม่กี่วันมานี้เป็นวันหยุดยาว ผมเองก็ได้มีโอกาศกลับบ้าน หลีกหนีชีวิตจำเจในเมือง ไปหาพ่อแม่และญาติผู้ใหญ่ที่เคารพ ช่างเป้นช่วงที่เรียบง่ายและมีความสุขจริงๆ อาหารการกินก้เป้นแบบง่ายๆ ลวกผักจิ้มน้ำพริก ที่พอหาได้ตามท้องถิ่น แต่พืชผักหลายชนิดที่นำมาทานกันนั้น บางชนิดจัดว่าเป็นสมุนไพรไทยที่หาทานยากทีเดียว ซึ่งสมุนไพรในวันนี้ที่ผมจะแนะนำให้ท่านรู้จักเป้นสมุนไพรที่ผมมีโอกาศได้ลองไปเก็บสดๆจากต้น นั่นก็คือแคร์นา นั่นเอง

แคนา  จากรูปที่ทุกท่านเห็นนี้ฝีมือในการถ่ายของผมอาจจะไม่เข้าขั้นเท่าไหร่ แต่ดูปุ๊บก็พอจะรู้ว่าเป็นต้นแคนา (ตามชื่อเลยครับ อยู่กลางนาก็เลยมีชื่อว่าแคนา บางทีเขาก็เรียกแคป่า)   ที่เห็นหล่นขาวๆที่พื้นนั้นแหละครับคือดอกแคนา ยอดสมุนไพรไทยของเรา  ดอกแคนาจะต่างจากแคร์บ้านชัดเจน ผมเคยเห็นเขาขายกันที่ตลาดกำละ 5 บาท นับดอกได้ 10ดอกได้ แต่ที่นี่ถ้าใครอยากได้มีให้เก็บให้กินแบบบุปเฟ่ครับ   ตามปรกติของเว็บนี้ข้อมูลสมุนไพรจะเสนอเป็นระบบ มีข้อมูลวิทยาศาสตร์ชัดเจน สำหรับหลายๆท่านนำไปอ้างอิง สำหรับครั้งนี้ก็เช่นกัน ข้อมูลของแคร์นามีดังนี้ครับ ขอบคุณคณะเภสัชาสตร์ ม.อุบล สำหรับข้อมูลอ้างอิง

 

ชื่อสมุนไพร แคนา
ชื่ออื่นๆ แคป่า (น่าจะมาจากการที่พบในป่า)  แคขาว (ชื่อนี้มาจากลักษณะดอกสีขาวครับ)   แคเค็ตถวา  (ชื่อถิ่น จ.เชียงใหม่)      แคทราย(ชื่อถิ่น จ. นครราชสีมาหรือภาคอีสานบางพื้นที่) แคแน แคฝอย(ภาคเหนือ)
ชื่อวิทยาศาสตร์ Dolichandrone serrulata (DC.) Seem.
ชื่อพ้อง Stereospermum serrulatua DC.
ชื่อวงศ์ Bignoniaceae

  ลักษณะทางพฤกษศาสตร์   ดอกแคนา 

  • ลำต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลาง สูงได้ถึง 10-20 เมตร ผลัดใบ
  • เปลือกลำต้นสีน้ำตาลอ่อนอมเทา อาจมีจุดดำประ ผิวเรียบ หรือล่อนเป็นเกล็ดขนาดเล็ก ลำต้นตรง มักแตกกิ่งต่ำ
  • ใบ เป็นใบประกอบแบบขนนกชั้นเดียว ปลายคี่ ออกตรงข้าม 3-5 คู่ รูปไข่แกมขอบขนาน ปลายแหลม  โคนใบเบี้ยว กว้าง 2.5-7  เซนติเมตร ยาว 6-16 เซนติเมตร ขอบใบหยักแบบซี่ฟันตื้นๆ ผิวใบด้านล่างมี   ขนสั้นประปรายบนก้านใบ ก้านใบย่อยยาว 7-10 มิลลิเมตร
  •  ดอกเป็นดอกช่อแบบช่อกระจะสั้น ดอกใหญ่ รูปแตร สีขาว ออกตามปลายกิ่ง ยาว 2-3 ซม. ก้านดอกยาว 1.8-4 เซนติเมตร
  •  ผลเป็นฝัก ช่อละ 3-4 ฝัก แบน รูปขอบขนาน โค้ง บิดเป็นเกลียว ยาว 40-60 เซนติเมตร

แหล่งที่พบ   พบตามป่า ทุ่ง ไร่ นา ป่าเบญจพรรณ  โดยออกดอกช่วงเดือน มีนาคมถึงมิถุนายน

สรรพคุณทางด้านสมุนไพรไทย    

  •   ราก มีรสหวานเย็น แก้เสมหะและลม บำรุงโลหิต
  •   เปลือกต้น มีรสหวานเย็น แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ ใช้กับสตรีหลังคลอด
  •   ใบ มีรสเย็น ใช้ตำพอกแผล หรือต้มน้ำบ้วนปาก
  •    ดอกมีรสหวานเย็น ใช้ขับเสมหะ โลหิต และลม
  •    เมล็ด รสหวานเย็น แก้อาการปวดประสาท(ตำราน่าจะหมายถึงอาการปวดต่างๆนะครับ) แก้โรคชัก

ประโยชน์อื่นๆ   แน่นอนครับสำหรับแคนา ประโยชน์หลักๆคือดอก ใช้ในการลวกจิ้ม หรือประกอบอาหารต่างๆ รสชาติขมนิดๆ ช่วยเจริญอาหารได้เป็นอย่างดี  นอกจากนั้นต้นแคนาเองก็มีการนำไปเป็นไม้ให้ร่มเงา ตามบ้าน รวมไปถึงหมู่บ้านจัดสรรหลายๆแห่งนำไปใช้ปลูกตามถนนเข้าโครงการก็มี จัดว่าเป็นพืชสมุนไพรไทยสารพัดประโยชน์ทีเดียว

 

สมุนไพรไทย กับ อาหารไทยๆ

สวัสดีครับ ช่วงนี้เดือนนี้มีหลายๆวันที่เป็นวันหยุด หลายๆคนมีโอกาศได้อยู่พร้อมตากันครั้งครอบครัว ได้มีโอกาศพบประสังสรรค์และหนึ่งในกิจกกรมที่ขาดไม่ได้ก็คือการทำอาหารทานร่วมกัน จะว่าไปแล้วพอพูดถึงอาหาร โดยเฉพาะอาหารไทยๆ เราใช้อะไรเป็นส่วนประกอบกันบ้าง ผมคิดว่าคงจะหนีไม่พ้น หอมแดง หอมหัวใหญ่ พริกชี้ฟ้า สะระแหน่ ใบมะกรูด ตะไคร้ อันนี้ยกมาเป็นตัวอย่างนะครับ เชื่อหรือไม่ในอาหาร 1 จาน หรือแกง 1 หม้อเช่นต้มยำง่าย ๆที่มีส่วนประกอบเหล่านี้ต่างอุดมไปด้วยคุณค่าสมุนไพรไทยมากมายวันนี้ผมจะมาชำแหละ ส่วนประกอบและคุณค่าด้านสมุนไพรของส่วนผสมในอาหารเหล่านี้ทีละตัวกัน

สมุนไพรในอาหาร

1.หอมแดง โดยมากหากไม่เอามาโขลกทำน้ำพริก ก็หั่นฝอยโรยหน้าเป็นส่วนผสหอมแดงสามารถต้านเชื้อหวัด ทำให้หายใจได้โล่ง สังเกตุง่ายเวลาทานหอมแดงลงไป จมูกจะโล่ง นอกจากนั้นหอมแดงยังมีคุณสมบัติช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล ช่วยกำจัดไขมันเลว (LDL) ซึ่งเป็นต้นเหตุของการเกิดโรคหัวใจวายและอัมพฤกษ์ อัมพาต และยังรักษาระดับไขมันชนิดดี (HDL) ได้อีกด้วย และยังมีคุรสมบัติลดระดับน้ำตาลในเลือดได้รู้สรรพคุณอย่างนี้อย่าเขี่ยทิ้งนะครับ

2.หอมหัวใหญ่ อาหารหลายๆชนิดเช่นพวกยำนิยมใส่เช่นกัน หอมหัวใหญ่เป็นสมุนไพรที่อุดมไปด้วยธาตุแคลเซียม แมกนีเซียมฟอสฟอรัส โพแทสเซียม กำมะถัน ซีลีเนียม บีตาแคโรทีน กรดโฟลิก และฟลาโวนอยด์เควอเซทิน หอมหัวใหญ่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อ ลดอาการกระตุกของกล้มเนื้อ  มีฤทธิ์มากในการขับสารพิษทั้งที่เป็นโลหะหนักและ พยาธิ เควอเซทินเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ดีมากและ ยังสามารถลดโคเลสเตอรอลและความดันเลือดสูง ได้อีกด้วยนับว่าสรรพคุณไม่ธรรมดาจริงๆ

3.พริกชี้ฟ้าแดง แน่นอนอาหารไทยมีรสเผ็ด พริกจึงขาดไม่ได้ พริกเป็นสมุนไพรไทยที่มีสารแอนตี้ออกซิแดนต์ มีวิตามินซี สูง เป็นแหล่งของกรด ascorbic ซึ่งคือกรดวิตามินซีซึ่งสารเหล่านี้ ช่วยขยายเส้นโลหิตในลำไส้และกระเพาะอาหารเพื่อให้ดูดซึมอาหารดีขึ้น ช่วยร่างกายขับถ่าย ของเสียและนำธาตุอาหารไปยังเนื้อเยื่อต่างๆของร่างกาย สำหรับพริกขี้หนูสดและพริกชี้ฟ้าของไทย มีปริมาณวิตามิน ซี 87.0 – 90 มิลลิกรัม / 100 g นอกจากนี้พริกยังมีสารเบต้า – แคโรทีนหรือวิตามินเอ สูง

4.ตะไคร้ ส่วนใหญ่ใช้ส่วนของเหง้าและลำต้นแก่ใช้เป็นส่วนประกอบของอาหารที่สำคัญหลายชนิดเช่น ต้มยำ และอาหารไทยหลายชนิดให้กลิ่นหอมมีสรรพคุณทางสมุนไพรไทย ในหลายๆตำราคือ บำรุงธาตุ แก้โรคทางเดินปัสสาวะ ขับลมในลำไส้ทำให้เจริญอาหารแก้โรคหืด แก้อหิวาตกโรค บำรุงสมอง

5.สะระแหน่ สามารถแก้อาการปวดท้อง ท้องอืด ท้องเฟ้อ ช่วยขับลมในกระเพาะ หรือจะรับประทานสดๆ เพื่อดับกลิ่นปาก น้ำมันหอมระเหย ของสะระแหน่ ยังเป็นยาที่ช่วยยับยั้งเชื้อโรค และลดอาการเกร็งของลำไส้ นอกจากนี้ยังช่วยให้สมองปลอดโปร่ง โล่งคอ ป้องกันไข้หวัด บำรุงสายตา และช่วยให้หัวใจแข็งแรงในใบ สะระแหน่มีเบต้า-แคโรทีน มากถึง 538.35RE แคลเซียม 40 กรัม วิตามินซีถึง 88 มิลลิกรัม เมื่อทาน 100 กรัม

6.ใบมะกรูด เป็นสมุนไพรที่นิยมนำมาปรุงอาหาร หลายๆอย่างมีประโยชน์ทางสมุนไพรเช่น ขับลม ทำให้เลือดลมไหลเวียนดี นอกจากทานแล้ว น้ำมันหอมระเหยในมะกรูดทำให้ผ่อนคลายได้เหมือนกัน และทำให้กลิ่นของหารน่าทานขึ้นมาก

เห็นไหมครับอาหารไทยๆ หนึ่งจานมีคุณค่าขนาดไหนดังนั้นถ้าเราอยากจะได้คุณค่าของสมุนไพรไทย ไม่ต้องหาไกลเลยแค่ทานอาหารไทยก็ได้คุณค่ามากมายแล้ว

(ขอบคุณมาพและข้อมูลจาก web กรมประมงครับ และภาพสวยๆจาก shesweet.bloggang.com ลองเข้าไปดูได้ครับ blog นั้นมีสูตรอาหารดีมากมาย)

หญ้าคาสุดยอดวัชพืชสมุนไพรไทย ที่ไม่ไร้คุณค่า

สวัสดีเพื่อนๆเว็บ ไทยสมุนไพร.net ทุกท่านครับ  ช่วงนี้ฝนตกค่อนข้างบ่อย ถึงแม้จะไปไหนมาไหนลำบาก แต่ก็มีข้อดีคือช่วยลดอุณภูมิภายนอกให้เย็นสดชื่นได้ พืชพันธ์ต่างๆ ก็พากันเขียวชอุ่ม โดยเฉพาะพวกวัชพืชต่างๆก็ได้อานิสงค์ไปกับเขาfด้วยเช่นพวกหญ้าคา  ซึ่งทำให้อาจต้องเปลืองแรงถอนกันอีก แต่หลายๆท่านเองอาจคิดว่าหญ้าคา เป็นเพียงวัชพื้ชที่ไร้คุณค่า  โดยมีคนเคยให้ข้อมูลว่า หญ้าคาติดอันดับ1 ใน 10 ของวัชพืชที่แย่ที่สุดของโลกเลยทีเดียว  อะไรจะขนาดนั้น     แต่ความเป็นจริงแล้ว หญ้าคานั้นถือเป็นสมุนไพรไทย ที่ทรงคุณค่ามากมายทีเดียว  มารู้จักหญ้าคากันครับ

  • ชื่อวิทยาศาสตร์ของหญ้าคา      Imperata cylindrica (L.) P.Beauv
  • ชื่อวงศ์                                        Poaceae หรือ Gramineae
  • ชืออื่นๆตามภูมิภาค                     คาหลวง , คา (ภาคกลาง) ลาแล , ลาลาง มลายู และ เก้อฮี (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน)

หญ้าคา

ลักษณะทางพฤกษาศาสตร์ของหญ้าคา

มีเหง้าสีขาวแข็งอยู่ใต้ดิน ลำต้นตั้งตรงสูงถึง15 – 20 เซนติเมตร มีกาบใบโอบหุ้มอยู่และริมกาบใบจะมีขน ตัวใบจะเรียวยาวประมาณ 1 – 2 เมตร กว้างประมาณ 4 – 18 มิลลิเมตร มีขนเป็นกระจุกอยู่ระหว่างรอยต่อของตัวใบและกาบใบ ดอกมีสีขาวอมเหลือง หรือเป็นสีม่วง เป็นช่อยาวประมาณ 5 เซนติเมตร

ประโยชน์ด้านสมุนไพรของหญ้าคาจากการศึกษาทางวิสยาศาสตร์

เนื่องจากหญ้าคามีสารสำคัญอยู่หลายประการโดยเฉพาะในราก มีสารประกอบฟินอลิก (phenolic compounds),โครโมน (chrmones), ไตรเตอร์ปินอยด์ (triterpenoid), เซสควิทเตอร์ปินอยด์ (sesquiterpenoids), โพลีแซคคาไรด์โดยสารเหล่านี้มีคุณสมบัติสำคัญดังนี้

  1. ต้านอักเสบ  สารประกอบฟินอลิกที่มีชื่อว่า ไซลินดอลเอ (cylindol A) ที่พบในรากหญ้าคามีคุณสมบัติในการยับยั้งเอนไซม์ไลพอกซีจีเนส                        (5-lipoxygenase) ซึ่งจะลดการสลายกรดไขมันอะแรกชิโดนิก (arachidonic acid) ที่จะถูกเปลี่ยนไปเป็นสารก่ออักเสบ
  2. ต้านเลือดเหนียว  สารประกอบฟินอลิกที่มืชื่อว่า อิมพีรานีน (imperanene) ที่พบในรากหญ้าคามีคุณสมบัติในการยับยั้งการเกาะตัวกันของเกร็ดเลือด
  3. ขยายหลอดเลือด ลดความดันโลหิตสารประกอบฟินอลิกในกลุ่มลิกแนนที่มีชื่อว่า (graminone B) และเซสควิทเตอร์ปินอยด์ที่ชื่อว่าไซลินดรีน (cylindrene)  ที่พบในรากหญ้าคามีคุณสมบัติในการขยายหลอดเลือด (vasodilative activity) โดยพบว่าสามารถยับยั้งการหดรั้งของหลอดเลือดแดงในกระต่าย  ซึ่งคุณสมบัตินี้มีส่วนช่วยในการลดความดันโลหิต ดั่งเช่นที่พบว่าสารสกัดจากหญ้าคาสามารถลดความดันโลหิตในหนูทดลองได้
  4. ปกป้องเซลล์สมองสารโครโมนที่พบในรากหญ้าคามีคุณสมบัติในการป้องกันเซลล์สมองถูกทำลายจากสารเคมีที่เป็นพิษ
  5.  เพิ่มประสิทธิภาพระบบภูมิคุ้มกันโพลีแซคคาไรด์ที่พบในรากหญ้าคามีคุณสมบัติในการกระตุ้นภูมิคุ้มกัน
  6.  ต้านจุลชีพ  มีการศึกษาสารสกัดจากใบและรากของหญ้าคาพบว่าสารที่สกัดได้ทั้งจากใบ และรากของหญ้าคามีคุณสมบัติในการต้านจุลชีพที่ก่อให้เกิดโรคได้ ซึ่งได้แก่ แบคทีเรีย B. subtilis, P aeruginosa, E. coli, S. aureus และ ยีสต์ C. albicans(11)

ประโยชน์ด้านสมุนไพรของหญ้าคาจากความรู้ทางการแพทย์แผนโบราณ

  • สรรพคุณตามตำราการแพทย์แผนไทยคือ ใช้เป็นยาขับปัสสาวะ แก้ร้อนใน กระหายน้ำ แก้อักเสบในทางเดินปัสสาวะ บำรุงไต แก้น้ำดีซ่าน แก้อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร  โดยใช้ 1 กำมือ (สด 40-50 กรัม หรือ แห้ง10-15 กรัม) หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ต้มน้ำรับประทานวันละ 3 ครั้ง  ก่อนอาหารครั้งละ 1ถ้วยชา(75 มล.)
  • สรรพคุณตามตำราการแพทย์แผนจีนคือ รสอมหวานเย็น มีฤทธิ์ห้ามเลือด ทำให้เลือดเย็น ใช้รักษาอาการเลือดออกจากภาวะเลือดร้อน เช่น เลือดกำเดา   ไอ อาเจียน ปัสสาวะเป็นเลือด และมีฤทธิ์ระบายความร้อน และขับปัสสาวะ ใช้เป็นยาขับปัสสาวะ แก้อาการบวมน้ำ ปัสสาวะร้อนมีสีเข้ม  ใช้ 9-30 กรัม             ต้มเอาน้ำดื่ม

 

 

มะลิ ความหอมคู่สรรพคุณ

มะลิ สมุนไพรไทย

ใกล้ถึงวันที่ 12 สิงหาคมเข้าไปทุกที ยังไงทางเว็บไทยสมุนไพร.net ขออวยพรให้คุณแม่ทุกท่านมีสุขภาพอนามัยที่แข็งแรงนะครับ และขอเป็นตัวแทนสำหรับลูกๆทุกคนในการกล่าวคำขอบคุณ สำหรับพระคุณมากมายที่มีให้ลูก พูดถึงวันแม่ แน่นอนต้องนึกถึงดอกมะลิ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของวันนี้  ซึ่งหลายท่านนำมามอบให้แม่เพื่อเป็นการแสดงถึงการสำนึกในพระคุณ แต่รู้หรือไม่ มะลินั้นก็จัดว่าเป็น สมุนไพรไทย ชนิดหนึ่งเหมือนกัน ลองมารู้จักดอกมะลิในอีกมุมกันดูครับ

 

มารู้จักมะลิกันเถอะ

  • ชื่อวิทยาศาสตร์ Jasminum sambac Ait วงศ์  Oleaceae
  • ชื่ออังกฤษ Arabian jasmine
  • ชื่อท้องถิ่น  ข้าวแตก (ฉาน-แม่ฮ่องสอน) เตียงมุน (ละว้า-เชียงใหม่)มะลิป้อม (เหนือ) มะลิหลวง (แม่ฮ่องสอน)

ต้นกำเนิด ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ของดอกมะลิ
จริงๆหลายคนอาจคิดว่าดอกไม้สมุนไพรไทยเช่นมะลิเป็นดอกไม้ที่มีต้นกำเนิดในไทย แต่จริงแล้วกลับมีต้นกำเนิดจากประเทศอินเดีย ส่วนใหญ่ใช้ในพิธีทางศาสนา ซึ่งคล้ายๆกับเมืองไทยที่นำมาร้อยบูชาพระ ซึ่งการนำพันธ์ดอกมะลิเข้ามาในไทยเมื่อไหร่ผมเองก็ไม่มีข้อมูล  สำหรับลักษณะมะลินั้น   มะลิไม้พุ่มขนาดสูงไม่เกิน 2 เมตรแตกกิ่งสาขามาก กิ่งอ่อนมีข้นสั้น ใบ เดี่ยวออก ตรงข้ามกัน ขอบใบเรียบ ดอก เดี่ยวหรือออกเป็นช่อละ 2-3 ดอก กลีบเป็นหลอดสีขาว กลีบดอกสีขาวมีกลิ่นหอม    เรื่องของดอกขอบอกนิดนึงจริงแล้วมะลิมีสายพันธ์เกือบ 200 สายพันธ์ ซึ่งบางสายพันธ์เป็นดอกสีเหลืองก็มีนะครับ**  แต่หายากและไม่นิยมเท่าดอกสีขาว

สรรพคุณทางด้านสมุนไพรไทยของมะลิ

  • สุวคนธบำบัด หรือการบำบัดด้วยกลิ่นหอม  น้ำมันหอมระเหยจากดอกมะลิเรียกว่า jasmine oil ซึ่งมีกลิ่นหอมหวาน ให้ความรู้สึกอบอุ่น มีผลต่ออารมณ์ ลดอาการซึมเศร้า ผ่อนคลายความตึงเครียดและความกลัว บรรเทาอาการปวดศีรษะ ใช้ทำหัวน้ำหอมและแต่งกลิ่นในเครื่องสำอางหลายชนิด   ซึ่งการ  jasmin oil จากดอกมะลิ ในอดีตใช้วิธีอองเฟลอราจ (enfkeurage) เป็นการสกัดโดยการใช้ไขสัตว์ดูดซับกลิ่นไว้ แล้วนำไปละลายในแอลกอฮอล์ ซึ่งมีขั้นตอนที่ยุ่งยาก จึงเปลี่ยนมาเป็นวิธีสกัดด้วยตัวละลายเฮกเซน หรือปิโตเลียมอีเทอร์ โดยนำดอกไม้มาแช่ในตัวทำละลาย จากนั้นกรองกากดอกไม้ออก แล้วนำสารสกัดไประเหยตัวทำละลายออก สารหอมที่ได้เรียกว่า concrete เวลาใช้ นำมาละลายในแอลกอฮอร์เรียก absolute ใช้ทาภายนอกเท่านั้น ปัจจุบันสามารถสังเคราะห์ได้ราคาที่ถูกกว่าและมีประสิทธิภาพเท่าเทียมกัน
  • ดอกสด  ใช้ร้อยมาลัยและอบขนมให้มีกลิ่นหอม ดอกเริ่มบานใช้ลอยน้ำให้มีกลิ่นหอม เพื่อใช้ดื่มและทำขนม เช่น ลอดช่องน้ำกะทิ ซ่าหริ่ม ทับทิมกรอบ
  • ดอกแก่  เข้ายาหอม แก้หืด บำรุงหัวใจ
  • ใบ  แก้ไข้ ปวดท้อง แน่นท้อง ท้องเสีย พอกแก้ฟกชำ แผลเรื้อรัง โรคผิวหนัง บำรุงสายตา ช่วยขับถ่าย
  • ราก  แก้ร้อนใน เสียดท้อง รักษาหลอดลมอักเสบ ขับประจำเดือน แก้ปวดเคล็ดขัดยอก

ข้อมูลเพิ่มเติมอื่นและข้อควรระวัง   น้ำมันหอมระเหย จากดอกมี benzyl alcohol, benzylacetate, D-linalool, jasmine, anthranilacid methyester, indol, P-cresol, geraniol, methyljasmonat   ใน ใบ มี jasminin, sambacin    ซึ่งน้ำมันหอมระเหยจากดอกมะลิให้ใช้ภายนอกเท่านั้น ห้ามรับประทานและห้ามใช้กับสตรีมีครรภ์

บทความนี้ re-write ใหม่อีกครั้งจากบทความเดิมในปี 2555  และขอบคุณข้อมูลจาก คุณ dogstar ใน blog OKnation  และข้อมูลทางสรรพคุณบางส่วนนำมาจาก cyclopaedia.net

สะระแหน่ ผักต่างแดน สู่สมุนไพรไทย

หลังจากที่ไม่ได้ update เนื้อหาใน web มานานพอควร ได้ฤกษ์งามยามดีขออนุญาตนำบทความดีๆเกี่ยวกับสมุนไพรไทยมาฝากเช่นเคยครับ ซึ่งบทความนี้เผอิญไปอ่านเจอใน pantip  โดยคุณ Dear Nostalgia เป็นผู้รวบรวมมาเห็น่าสนใจดีเลยนำมาฝากทุกท่าน (โดยขออนุญาตเรียบเรียงใหม่และตัดทอน รวมถึงเพิ่มเติมข้อมูลบางส่วนให้ง่ายต่อการอ่านนะครับ

พูดถึงสะระแหน่หลายคนคงคิดว่าเป็นพืชผักสมุนไพรไทยแท้แต่ดังเดิม ความจริงอาจไม่เป็นอย่างนั้นเสียทีเดียว จากคำบอกเล่า ศจ.อินทรี จันทรสถิต ผ่านทาง ด็อกเตอร์ ณรงค์ โฉมเฉลา บอกว่า จริงๆแล้วสะระแหน่ถูกนำเข้ามาในไทยในช่วง ร.3 โดยชาวอิตาเลียนชื่อนายสะระนี ซึ่งก็กลายมาเป็นชื่อของ สะระแหน่นั่นเอง

ข้อมูลจำเพาะของสะระแหน่

  • ชื่อ  สะระแหน่  (Kitchen Mint )
  • ชื่อทางวิทยาศาสตร์  Mentha aruensis Linn   วงศ์   Labiatae  สกุล  Mint
  • ชื่อในแต่ละท้องถิ่น สะระแหน่สวน (ภาคกลาง) ,หอมด่วน (ภาคเหนือและอิสาน) ,สะแน่(ภาคใต้)

ลักษณะของสะระแหน่

สะระแหน่สะระแหน่เป็นพืชล้มลุกลำต้นเป็นรูปสี่เหลี่ยมเลื้อยไปบนดินหรือใต้ดินขยายกิ่งก้านสาขาออกไปโดยใช้ไหลหรือลำต้นใต้ดิน ใบรูปกลม ขอบใบหยัก สีเขียวเข้ม ไม่มีขน (ต่างจากพวก mint ของฝรั่งที่มีขนยาวกว่า)ดอกเกิดบนช่อดอก กลีบดอกสีขาว สะระแหน่เป็นพืชที่แพร่หลายในเขตอบอุ่น เป็นพืชที่มีน้ำมันหอมระเหย อันประกอบด้วยสารเมนธอล (Menthol) อยู่สูง จึงทำให้มีรสเย็นสดชื่อนั่นเอง

สะระแหน่ในฐานะสมุนไพรไทย

แพทย์แผนไทย นำเอาสะระแหน่มาปรุงเป็นยารักษาโรคได้หลายขนาน โดยระบุสรรพคุณว่า กลิ่นฉุนหอมร้อน สรรพคุณคือ แก้ปวดท้อง แก้จุกเสียด ขับผายลม แก้แน่น แก้ไอ ขับเสมหะ ขยี้ทาขมับ แก้ปวดศีรษะ ดมแก้ลม ทาแก้ฟกบวม  นอกจากนี้ยังใช้เป็นกระสายแทรกแก้โรคเด็ก เช่น ทรางชัก และช่วยให้ผายลมได้ดี ลดอาการท้องขึ้น ท้องเฟ้อ โดยถ้าจะสรุปตามการประยุกต์ใช้สามารถนำไปใช้ได้ง่ายๆ ด้วยสูตรตามตำราสมุนไพรไทยดังนี้

  •   รักษาอาการปวดศรีษะ ปวดฟัน เจ็บคอ เจ็บปาก เจ็บลิ้น โดยดื่มน้ำต้มใบสะระแหน่ 5 กรัม กับน้ำ 1 ถ้วย ผสมเกลือเล็กน้อย  วันละ  2 ครั้ง
  •  รักษาอาการบิดท้องร่วง อุจจาระเป็นเลือด โดยนำใบสะระแหน่ต้มดื่มแต่น้ำ
  •  แก้พิษแมลงสัตว์กัดต่อย โดยตำใบสะระแหน่ให้ละเอียด พอกบริเวณที่โดนกัด
  •  ช่วยห้ามเลือดกำเดาได้ โดยใช้สำลีชุบน้ำที่คั้นจากใบสะระแหน่ หยอดที่รูจมูก
  •  รักษาอาการปวดหู โดยนำน้ำคั้นจากใบสะระแหน่หยอดหู จะช่วยบรรเทาอาการปวดได้ดี
  •  รักษาอาการหน้ามือตาลาย โดยรับประทานน้ำต้มใบสะระแหน่และขิงสด

ประโยชน์ด้านอื่นๆนอกจากด้านสมุนไพรของสะแหน่

สะระแหน่เป็นสมุนไพรไทยที่มีกลิ่นหอม เพราะมีน้ำมันหอมระเหยอยู่มาก สามารถสกัดออกมาใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมอาหาร และอุตสาหกรรมยา เป็นต้น เนื่องจากสะระแหน่เป็นพืชในสกุลมินต์ จึงมีกลิ่นคล้ายเมนทอล อันเป็นส่วนประกอบสำคัญของลูกอมประเภทรสเย็นทั้งหลาย แม้สะระแหน่ไทยจะมีส่วนประกอบของเมนทอลอยู่ในน้ำมันหอมระเหยน้อยกว่ามินต์ชนิดอื่นๆ แต่สะระแหน่ก็มีกลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ดีเด่นไม่แพ้มินต์ชนิดใด อนาคตคงมีการพัฒนานำเอากลิ่นสะระแหน่ไปใช้ประโยชน์ได้มากขึ้น

 

รวมสุดยอดสมุนไพรไทยคลายร้อน

ถัดจากหน้าหนาวก็เป็นหน้าร้อน สำหรับในปีนี้ ตามรายงานของกรมอุตุคาดว่าอาจร้อนรุนแรงกว่าทุกปี แต่ก่อนมีมุขเรื่องสภาพอากาศที่ฝรั่งชอบเล่นอยู่ว่า เมืองไทยมี 3 ฤดูคือฤดูร้อน ฤดูร้อนมาก และ ฤดูร้อนมากที่สุด ถ้าได้ฟังแต่ก่อนก็คงขำๆ แต่เดี๋ยวนี้คงขำไม่ออก เพราะมันใกล้เคียงความเป็นจริงมาก แต่ว่าจะร้อนเพียงไร เว็บ ไทยสมุนไพร.net ของเรา ก็มีเรื่องราวดีๆของสมุนไพรที่ช่วยคลายร้อนมาฝากกัน กับเรื่อง รวมสุดยอดสมุนไพรคลายร้อน (ขอบคุณข้อมูลดีๆ และภาพสวยๆจาก  bkkparttime.com บทความโดยคุณKorsupak Deaw)

มะตูม สมุนไพรคลายร้อนมะตูม  เป็นพืชสมุนไพรไทยที่คนไทยคุ้นเคยกันดี ลักษณะเป็นไม้ยืนต้น ผลอ่อนสีเขียว และผลแก่มีสีเหลือง เปลือกจะแข็ง เอกลักษณ์ของพืชชนิดนี้คือกลิ่น ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว เรียกได้ว่าหอมมากๆ มีการนำไปแปรรูปหลากหลาย หลักๆ เป็นในรูปผลแห้งพร้อมชงได้ทันที เรียกได้ว่าสะดวกดี สำหรับสรรพคุณสมุนไพรไทยของมะตูมคือเป็นยาระบาย ขับลม ท้องเฟ้อ ช่วยย่อยอาหาร บำรุงธาตุ ขับถ่ายดี เจริญอาหาร ขับเสมหะ แก้กระหายน้ำ และยังแก้อาการร้อนในได้ดีอีกด้วย

ใบเตย สมุนไพรคลายร้อนใบเตย สำหรับพืชชนิดนี้รายละเอียดแบบเจาะลึกผมเคยเขียนเอาไว้ที่ ลิ้งนี้ครับ    ใบเตย สมุนไพรไทยกลิ่นหอมชื่นใจ   ลองอ่านกันได้ แต่สรรพคุณโดยย่อคือ เป็นยาบำรุงหัวใจ ช่วยลดอาการกระหายน้ำ แก้โรคเบาหวาน (เฉาพะการลดระดับน้ำตาลในเลือด) ชุ่มคอ สังเกตุจากร้านเหล้ายาดองต่างๆ จะมีน้ำใบเตยเป็นเครื่องเคียงมาตรฐาน

ใบบัวบก สมุนไพรคลายร้อนใบบัวบก  อันนี้เว็บเราก็เคยเขียนไว้เช่นกัน เช่นเคยคลิ๊กอ่านได้ที่ลิ้งค์เลยนะครับ    ใบบัวบก สมุนไพรไทย หาง่ายใช้สะดวก  สำหรับสรรพคุณที่ทราบกันดีคือแก้ช้ำใน บำรุงกำลัง บำรุงหัวใจ แก้อ่อนเพลีย เมื่อยล้า ขับปัสสาวะ แก้อาการเริ่มโรคบิด แก้ท้องร่วง รักษาโรคผิวหนัง (ผดผื่นคันที่มากับหน้าร้อน) ลดความเครียด บำรุงสมอง นอกจากนี้ยังรักษาแผลเปื่อย และแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก

ฝาง สมุนไพรคลายร้อนฝาง พืชชนิดต่อมาคือฝาง  ฝางเป็นไม้ต้นขนาดเล็กหรือไม้พุ่ม มีหนามแข็งๆทั่วทั้งลำต้นเปลือกนอกสีเทาออกเหลือง มีปมใหญ่ขนาดปลายนิ้วชี้ทั่วทั้งเถา ส่วนปลายกิ่งจะมีหนามแหลมสีดำ ถ้าปมหนามหลุดจะเป็นรอยแผลเป็น พืชชนิดนี้หายากหน่อยมักพบได้ทั่วไปในป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง ป่าเขาหินปูนแห้งแล้ง และตามชายป่าดงดิบทั่วประเทศไทย สรรพคุณเป็นยาบำรุงโลหิตสตรี ขับเสมหะ  แก้อาการท้องร่วง ธาตุพิการ (หมายถึงภาวะผิดปรกติ จากภาวะของระบบย่อยอาหาร) และที่สำคัญคือแก้ร้อนใน

เก๊กฮวย สมุนไพรคลายร้อน                                                                                                                                                                                                               

ดอกเก๊กฮวย อาจไม่เชิงเป็นสมุนไพรไทยเท่าไหร่ แต่ถือว่าหาทานได้ง่าย ถึง ง่ายมากในเมืองไทย ซึงเก๊กฮวยเป็นพืชพื้นเมืองของประเทศจีน เป็นพืชล้มลุกอยู่ในตระกูลเดียวกับเบญจมาศ สำหรับชื่อแบบไทยๆบางคนก็เรียกว่า เบญจมาศสวน หรือเบญจมาศหนู เก๊กฮวยจะมีดอกสีขาว และสีเหลือง สรรพคุณเป็นยาเย็น ดับพิษร้อน แก้ร้อนใน ขับลม ขับเหงื่อ เป็นยาแก้ปวดท้อง และช่วยระบาย ช่วยป้องกันโรคเส้นเลือดหัวใจตีบ ป้องกันโรคความดันสูง แก้อาการไข้ แก้ไอ แก้เวียนหัว หน้ามืด

ตรีผลา สมุนไพรคลายร้อนตรีผลา อันนี้ไม่ใช่พืชตัวเดียว  แต่หมายถึง ผลไม้ 3 ชนิด อันได้แก่ ลูกสมอไทย ลูกสมอพิเภก และมะขามป้อม ว่ากันว่าเป็นสูตรยาที่มีสรรพคุณช่วยรักษาความสมดุลธาตุ สรรพคุณคือเป็นยาระบาย ช่วยล้างพิษออกจากร่างกาย แก้ลมจุกเสียด เป็นยาบำรุงธาตุ แก้กระหายน้ำ แก้ไอ แก้เสมหะ แก้เจ็บคอ ทำให้ชุ่มคอ นอกจากนี้ยังแก้เลือดออกตามไรฟัน (เนื่องจากมีวิตามินซีสูง)  อย่าลืมถ้าจะครบองค์ประกอบของตรีผลา ต้องมีสมุนไพรครบทั้งสามชนิดนะครับ ในตำรายาโบราณได้กล่าวถึงสาเหตุที่ต้องสามชนิดว่าช่วยลดผลข้างเคียงของกันและกัน

ขอให้สุขกายสบายใจในหน้าร้อนนี้นะครับ ร้อนกายไม่เท่าไหร่ขออย่าร้อนใจเป็นพอ

รับมืออากาศหนาวด้วยสมุนไพรไทย

ปีนี้ค่อนข้างแปลกตรงที่ฤดูหนาวค่อนข้างยาวนานจะเข้าสู่เดือนกุมภาพันธ์แล้วก็ยังหนาวอยู่ ดังนั้นการรักษาสุขภาพจึงสิ่งที่สำคัญที่สุด วันนี้ผมมีบทความสั้นๆมาฝากกันครับ ว่าสมุนไพรไทยของเราอะไรบ้างที่สามารถช่วยท่านรับมือกับความหนาวนี้ได้

คลายหนาวด้วยอาหารสมุนไพร ในหน้าหนาว ควรเลือกรับประทานอาหารที่ร้อน เพราะจะทำให้ร่างกายสดชื่น และอบอุ่น  โดยเฉพาะอาหารที่ปรุงเสร็จใหม่ๆ ส่วนรสชาติควรเน้นพวกรสเปรี้ยวอมขมเล็กน้อยและรสเผ็ด ส่วนวัตถุดิบก็พวกพืชผักสมุนไพรนี่แหละครับเช่นสะเดา

  • สะเดา ซึ่งมีรสขมเมื่อกินแล้วสามารถช่วยเจริญอาหาร นอกจากนั้นยังสามารถบรรเทาอาการไข้ต่างๆได้ด้วย
  • ขิง  ชงเป็นเครื่องดื่มสมุนไพร เพื่อช่วยให้ชุ่มคอ ลดอาการไอ แก้หวัด ช่วยให้เสมหะอ่อนขับตัวออกได้ง่าย ป้องกันการเป็นหวัดได้อีกทางหนึ่ง
  • พริก และ พริกไทย  อันนี้ไม่ต้องพูดถึง รสเผ็ดร้อนของพริกช่วยในการสูบฉีดโลหิต ให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย
  • นอกจากนั้นยังมีพวก ผักโขมที่อุดมด้วยวิตามินซี ป้องกันหวัด หัวหอม หอมต้น ที่ทำให้จมูกโล่ง หายใจสะดวกหรือแม้แต่ยามที่เจ็บป่วยเป็นไข้ไม่สบาย และเจ็บคอ ฟ้าทะลายโจรก็เป็นทางเลือกที่ดีตัวหนึ่ง

บำรุงผิวรับลมหนาวด้วยสมุนไพรไทย ด้วยอากาศที่หนาวเย็น การอาบน้ำควรเป็นน้ำอุ่น เสื้อผ้าที่สวมใส่ควรเป็นเสื้อผ้าที่หนาและอบอุ่น   แต่การอาบน้ำอุ่นจะทำให้ผิวแห้งง่ายกว่าอาบน้ำเย็น เพราะน้ำมันที่ผิวหนังจะถูกชะล้างออกไป รวมทั้งความชื้นของอากาศลดลง จะทำให้ผิวแห้งแตกและคัน ดังนั้นการดูแลผิวพรรณในฤดูหนาวจึงเป็นสิ่งจำเป็น ซึ่งสมุนไพรที่ใช้ดูแลผิวพรรณ ได้แก่ น้ำมันงา ขมิ้นชัน ผิวมะนาวและผิวมะกรูด เป็นต้นโดยมีวิธีใช้ดังต่อไปนี้

 

ขมิ้นชันมะกรูดน้ำมันงา

  • น้ำมันงา โดยนำงาดิบประมาณ 1 ถ้วย โขลกให้ละเอียด บีบเอาน้ำมันจากงาเก็บไว้ในขวด ทาผิวเช้าและก่อนนอน น้ำมันงาจะช่วยให้ผิวชุ่มชื้น ลดอาการแห้งแตกและคัน
  • ขมิ้นชัน มีสรรพคุณลดอาการคัน และช่วยเกิดอาการผดผื่นตามผิวหนัง โดยนำขมิ้นชันสดมาล้างให้สะอาด โขลกให้ละเอียด บีบน้ำที่ได้ทาผิว หลังอาบน้ำ เช้า–เย็น         ข้อควรระวัง สีขมิ้นจะติดตามเสื้อผ้าที่สวมใส่ ซักออกลำบาก
  • ผิวมะกรูด น้ำมันที่ผิวของมะนาวและมะกรูด จะช่วยเคลือบผิวให้ชุ่มชื้น ลดอาการคัน ลดการอักเสบ โดยนำมะกรูดที่ใช้น้ำแล้ว นำบริเวณผิวด้านนอกทาผิวบริเวณที่แห้งคัน เช้า-เย็น

ลองเอาไปใช้ดูนะครับ สำหรับเคล็ดลับการคลายหนาวด้วยสมุนไพรที่เว็บเรานำมาฝาก ขอให้ทุกท่านอบอุ่นทั้งกายและใจนะครับ โดยเฉพาะอุ่นใจนี่ก็สำคัญ

รวม 10 สุดยอด ชาสมุนไพร

ชาเป็นเครื่องดื่มที่คุ้นเคยกันทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยของเราเอง  นอกจากใบชาตรงๆแล้วนั้นมีการนำสมุนไพรหลายชนิด ทั้งสมุนไพรไทย และ สมุนไพรจีนมาชงในลักษณะของชา  ข้อแตกต่างที่เห็นได้ชัดคือเป็นชาที่ไร้ซึ่งคาเฟอีน ส่วนคุณประโยชน์ก็หลากหลายตามชนิดและประเภทของชา วันนี้ทางเว็บไทยสมุนไพร.net จึงขอนำเสนอ 10 สุดยอดชาสมุนไพรมาท่านทุกท่านได้รู้จักกัน

ชาใบเตย1.ชาใบเตย  สำหรับสรรพคุณของชาใบเตย  ได้แก่บำรุงหัวใจ ขับปัสสาวะ  ชาใบเตย ทำจากใบเตยหอม อบแห้ง บดเป็นผง มี สีเขียวใบเตย มีกลิ่นหอมชื่นใจใบเตยมีคุณสมบัติหลักๆ ขับปัสสาวะ ช่วยลดน้ำตาลในเลือด ชาใบเตยจึงเหมาะกับคนที่เป็นโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง คนธรรมดาทั่วไปก็ดื่มได้กลิ่นหอมของใบเตยชื่นใจ คลายเครียดได้ดี เป็น Aroma therapy อีกรูปแบบหนึ่ง

2.ชามะตูม สรรพคุณตามตำราคือ บางตำราบอกเพิ่มสมรถภาพทางเพศ  บำรุงสุขภาพ ทำจากผลมะตูมแก่ บดเป็นผง ให้น้ำชาสีแดงออกน้ำตาล มีกลิ่นหอมหวานชวนดื่ม ส่วนใหญ่จะแต่งรสด้วยน้ำตาล เพื่อให้ได้รสชาติที่ดีขึ้น มะตูมเป็นสมุนไพรที่มีสรรพคุณบำรุงธาตุ แก้ร้อนใน เป็นยาอายุวัฒนะชาขิง

3.ชาขิง จริงๆจะเรียกว่าน้ำขิงก็ไม่ผิดอะไรนัก แก้หวัด และช่วยย่อย  ทำจากเหง้าขิงแก่ ที่มีน้ำมันหอมระเหย  มีสรรพคุณทางร้อน ช่วยบรรเทาหวัด แก้คลื่นไส้อาเจียน เมารถเมาเรือ ช่วยย่อยอาหาร แก้ท้องอืด

4.ชาใบฝรั่ง คุณสมบัติหลักคือดับกลิ่น ฆ่าเชื้อ ทำจากใบฝรั่งไทยอบให้แห้ง บดเป็นผง มีกลิ่นหอมชวนดื่ม มีคุณสมบัติดับกลิ่นปาก ฆ่าเชื้อในปากและคอ เหมาะที่จะรับประทานหลังอาหาร สามารถที่จะใช้ชาใบฝรั่งระงับอาการท้องเสีย (ในรายที่ไม่มีไข้) แต่ต้องชงอย่างเข้มข้นกว่าปกติ

5.ชาหญ้าหนวดแมว สรพพคุณหลักคือขับปัสสาวะ  ตอนนี้คนรู้จักพืชชนิดนี้มากขึ้น  สำหรับชานี้ทำจากหญ้าหนวดแมวอบแห้งบด มีรสคล้าย ๆ ใบชา มีคุณสมบัติขับปัสสาวะ ขับนิ่วก้อนเล็ก ๆ มีคุณสมบัติขับกรดยูริค เหมาะกับคนที่เป็นต่อมลูกหมากโต คนที่เป็นนิ่วก้อนเล็ก ๆ ชวยลดน้ำตาลในเลือด เหมาะกับคนที่เป็นโรคเบาหวาน มีโปรแตสเสียมสูง ระวังการใช้กับคนที่เป็นโรคหัวใจ

6.ชาตะไคร้ สามารถช่วยขับลม ช่วยย่อย  ทำจากต้นและใบตะไคร้อบให้แห้งแล้วบด ตะไคร้จะมีกลิ่นหอม ช่วยย่อยชาตะไคร้อาหาร แก้ลมวิงเวียน แก้ปวดเกร็งในท้อง ขับเหงื่อ ขับปัสสาวะและมีรายงานการทดลองพบว่า ตะไคร้นั้นมีคุณสมบัติต้านมะเร็งได้อีกด้วย

7.ชาชุมเห็ดเทศ มีคุณสมบัติเป็นยาระบายท้อง ได้จากใบชุมเห็ดเทศคั่วให้แห้ง  แล้วบดเป็นผง ให้น้ำชาเป็นสีน้ำตาลมีกลิ่นหอมของใบไม้คั่ว มีสรรพคุณเป็นยาระบาย แต่หากดื่มเป็นประจำร่างกายก็อาจดื้อยาได้ ควรหาวิธีอืนในการสร้างนิสัยการถ่ายให้เป็นประจำโดยวิธีอื่นด้วย

ชาดดอกคำฝอย8.ชาดอกคำฝอย ลดไขมันในเลือด  สามรถหาซื้อได้ทั่วไป โดยทำจากดอกคำฝอย ลักษณะสีของชา มีสีแดงชวนดื่ม กลิ่นหอมชื่นใจ มีคุณสมบัติลดไขมันในเส้นเลือด ขับเหงื่อ เป็นยาระบายอ่อน ๆ บำรุงเลือดสตรี ขับระดู ระงับอาการปวดในสตรีที่รอบเดือนไม่ปกติ

9.ชารางจืด สามรถกำจัดพิษ และล้างสารพิษ  ทำจากใบรางจืดอบแห้งมีกลิ่นใบไม้แห้ง หอมอ่อนๆ เป็นธรรมชาติ ให้น้ำชาสีน้ำตาลออกเขียว มีสรรพคุณกำจัดพิษ แก้เมาค้าง บรรเทาอาการผื่นแพ้ และลดความร้อนในร่างกาย เหมาะกับเมืองไทยในขณะนี้ ที่ร้อนขึ้นเรื่อย ๆ ชารางจืดไม่มีพิษดื่มเป็นประจำได้ทุกวัน

10.ชากระเจี๊ยบ สามารถช่วยขับปัสสาวะไขมันในเลือด ได้มาจากดอกของกระเจี๊ยบแดง มีคุณสมบัติในการลดไขมันในเลือด ลดความดันโลหิตสูง แก้กระหายน้ำ ทำให้ชุ่มคอชื่นใจ ชากระเจี๊ยบมีสีแดง รสเปรี้ยวมักเติมน้ำตาลเพื่อแต่งรส

ขอบคุณข้อมุลจาก เว็บไซต์นิสิตมหาลัยนเรศวร

ในหลวงกับสมุนไพรไทย

ในหลวงกับสมุนไพรไทย

เนื่องในโอกาศ 5 ธีนวามหาราชในปีนี้  ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อันเป็นที่รักของปวงชนชาวไทย ในฐานะที่เว็บ ไทยสมุนไพร.net เป็นเว็บที่ให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องสมุนไพรไทย ภูมิปัญญาไทย มาอย่างต่อเนื่อง ทางเว็บจึงขออนุญาตนำบทความ พระราชกรณีกิจของพระองค์ท่านที่เกี่ยวข้องกับสมุนไพรไทยที่บางท่านอาจจะยังไม่ทราบ มาเพยแพร่ให้ทุกท่านได้ศึกษา  โดยบทความทั้งหมดสรุปย่อ และเรียบเรียบจาก  รายงานเรื่อง งานวิจัยเรื่องสาธารณสุข และการศึกษาของชนกลุ่มน้อยในประเทศไทย  โดยคุณทิพย์วรรณ วงศ์อัสสไพบูลย์ ขอขอบพระคุณมา ณ ที่นี้

ในหลวงกับสมุนไพรไทยในเรื่องพระราชกรณียกิจเกี่ยวกับสมุนไพรไทยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้น เริ่มต้นจากพระมหากรุณาธิคุณ และความใส่พระราชหฤทัยในด้านการสาธารณสุขของพสกนิกร ซึ่งพระองค์ท่าน  นอกจากจะทรงใช้วิธีการดูแลพสกนิกร ผ่านทางบุคลากรทางการแพทย์จากหลายสาขา แล้วนั้น   ด้วยสายพระเนตรที่กว้างไกล พระองค์ก็ยังทรงมีพระราชดำริที่ในเรื่องจะต้องให้ความสนใจใน สมุนไพรไทย ซึ่งได้มีการใช้ประโยชน์มาเป็นเวลานานตั้งแต่ในอดีต

จึงทรงเห็นว่า ควรจะได้มีการส่งเสริมการใช้และการพัฒนาสมุนไพรเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนมากยิ่งขึ้น โดยพระองค์ได้ทรงดำเนินการ เป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน ดังจะเห็นได้ว่ามีโครงการพระราชดำริเกี่ยวกับการศึกษาพัฒนาและอนุรักษ์สมุนไพรเกิดขึ้นหลายโครงการ รวมทั้งโครงการที่เกี่ยวข้องโดยทางอ้อมอีกเป็นจำนวนมาก เช่น

  • โครงการสวนป่าสมุนไพรของศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนฯ
  • ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายฯ
  • โครงการสวนแม่พันธุ์ต้นซิงโคนา
  • โครงการภายใต้มูลนิธิโครงการหลวง
  • โครงการสวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ เป็นต้นhttp://xn--o3cepkej9b3gpeg.net/wp-content/uploads/2013/12/ศูนย์ศึกษาการพัฒนาขาหินซ้อน

ยกตัวอย่างโครงการด้านสมุนไพรไทยอย่างเด่นชัดที่สุด ได้แก่ โครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา ในปี พ.ศ. 2523 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ใช้พื้นที่จำนวน  15 ไร่ จัดสร้างสวนป่าสมุนไพรชนิดต่างๆไว้ศึกษาวิจัยทางวิชาการเผยแพร่การใช้ประโยชน์ และ เป็นแหล่งศึกษาหาความรู้แก่นักเรียน นักศึกษา และประชาชนที่สนใจ

การนำสมุนไพรมาใช้ประโยชน์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนี้แสดงให้เห็นถึงความสอดคล้องกับปรัชญาในการพัฒนาสังคมของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 5 ประการ คือ

  1. การส่งเสริมศักยภาพในการพึ่งตนเองของประชาชน
  2. การอนุรักษ์และการใช้ทรัพยากรท้องถิ่นให้เกิดประโยชน์
  3. การอนุรักษ์ภูมิปัญญาไทย
  4. เศรษฐกิจพอเพียง
  5.  การพัฒนาไปสู่เทคโนโลยีสมัยใหม่ 

ซึ่งแนวพระราชดำริเรื่องการนำสมุนไพรมาศึกษาและวิจัยนี้ต่อมาได้นำไปสู่การศึกษา พัฒนา และการนำพืชสมุนไพรที่มีอยู่ในท้องถิ่น รวมทั้งสมุนไพรจากต่างประเทศเข้ามาทดลองปลูก และทดลองทำผลิตภัณฑ์ต่างๆ ออกมาใช้

สมุนไพรกับโครงการหลวง

พืชสมุนไพรเป็นพืชอีกกลุ่มหนึ่งที่มูลนิธิโครงการหลวงได้พยายามพัฒนาให้เป็นพืชทางเลือก โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ

  1. เสริมรายได้ให้แก่เกษตรกรตามพระราโชบายในการแก้ปัญหาการปลูกฝิ่นบนพื้นที่สูงของเกษตรกรชาวเขา
  2. ลดปัญหาการตัดไม้ทำลายป่า
  3. เพื่อธำรงไว้ซึ่งความกินดีอยู่ดีของพสกนิกรบนพื้นที่สูง

ร้านโครงการหลวงปัจจุบันมูลนิธิโครงการหลวง ได้ศึกษาและค้นคว้าพืชสมุนไพรชนิดต่างๆ ไปเป็นจำนวนมาก หลายรูปแบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพืชกลุ่มเครื่องเทศและพืชหอม ซึ่งมีมูลค่าผลผลิตสดต่อปีหลายแสนบาท และมูลค่าผลิตภัณฑ์แปรรูปมากกว่าสามล้านบาท ปัจจุบันมูลนิธิ โครงการหลวงกำลังขยายงานวิจัยเพื่อพัฒนาพืชกลุ่มนี้อีกมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งพืชสมุนไพรพื้นบ้านบน พื้นที่สูง ซึ่งเป็นพืชพื้นบ้านหรือพืชป่าและมีอยู่จำนวนมากในเขตพื้นที่รับผิดชอบของมูลนิธิโครงการหลวง จากการศึกษาเบื้องต้นโดยนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยจากมูลนิธิโครงการหลวงพบว่า เฉพาะในพื้นที่ดอยอ่างขางแห่งเดียว ซึ่งมีชาวเขา 5 เผ่าอาศัยอยู่ คือจีนฮ่อ, ไทใหญ่, มูเซอ, เย้า และปะหล่อง เฉพาะชาวปะหล่องเผ่าเดียวมีการใช้ประโยชน์จากพืชท้องถิ่นถึง 228 ชนิด ในจำนวนนี้เป็นพืชอาหาร 88 ชนิด และเป็นพืชยาถึง 51 ชนิด

นอกจากนี้นักวิจัยยังพบอีกว่าในจำนวนนี้พืชหลายชนิดมีกลิ่นหอมเฉพาะตัวที่อาจพัฒนาเป็นพืชเครื่องเทศ และพืชน้ำมันหอมระเหยได้ เช่น ตะไคร้ต้น อีหลืน มะแขว่น พืชบางชนิดมีสารออกฤทธิ์ควบคุมโรคและแมลงได้ เช่น สาบหมา คาวตอง ค้างคาวดำ พืชบางชนิดมีฤทธิ์ทางยา เช่น ผักเชียงดา   ช่วยลดน้ำตาลในเลือด เป็นต้น ดังนั้นพืชท้องถิ่นเหล่านี้จึงมีศักยภาพในการพัฒนาในหลายรูปแบบ๕๐สำหรับพืชสมุนไพรที่ทางมูลนิธิโครงการหลวงนำมาปลูกนั้นแบ่งได้เป็น ๒ กลุ่มคือ กลุ่มพืชสมุนไพรและเครื่องเทศเมืองหนาว   และพืชสมุนไพรพื้นบ้านบนพื้นที่สูง โดยมีพันธุ์พืชที่ทดลองปลูกดังนี้คือ

  1.  พืชสมุนไพรและเครื่องเทศเมืองหนาว ได้แก่ ตังกุย คาโมมาย ซอเรล ไชว์ อิตาเลี่ยน พาร์สเลย์เลมอนบาล์ม มาร์จอแรม มินต์ ออริกาโน่ โรสแมรี่ เสจ ทายม์ เจอราเนียม ลาเวนเดอร์ และสวีทเบซิล
  2.  พืชสมุนไพรพื้นบ้านบนพื้นที่สูง ได้แก่ ตะไคร้ต้น ตะไคร้หอม กะตังใบ กะตังแดง กระเม็งกำลังเสือโคร่ง โกฐจุฬาลัมพา ไข่ปู (หนามไข่ปู หรือมะหู้ไข่ปู) ครามป่า (ครามขาว) ต่างไก่ป่า ทะโล้ (สารภีดอย หรือมังตาน) ปัญจขันธ์ (เบญจขันธ์) ปิ้งขาว ผักบุ้งส้ม ผักไผ่ดอย ผักแพวแดง พุทธรักษา เพี้ยกระทิง (สะเลียมดง) ไพลดำ รางจืดเถา (หนำแน่) ว่านท้องใบม่วง ส้มผด สาบแร้งสาบกา สาบเสือ สาบหมา สามร้อยยอด สีฟันคนทา หญ้าถอดปล้อง หญ้าเอ็นยืด อัคคีทวาร อูนป่า เอื้องหมายนา และฮ่อมช้าง

ในปัจจุบันมูลนิธิโครงการหลวงได้มีการนำสมุนไพรที่ปลูกได้ในโครงการมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น แชมพู – ครีมนวดผม, โลชั่น, ยาสีฟัน, สบู่, ยาระงับกลิ่นปาก, น้ำยาบ้วนปาก, เจลบรรเทาปวด,รอยัลบาล์ม, น้ำมันหอมนวดตัว, สเปรย์บรรเทาปวด, สเปรย์ระงับกลิ่นเท้า, สมุนไพรไล่ยุง และน้ำมันหอมระเหย เป็นต้น

บทความนี้ผมตัดตอนมาให้อ่านเพียงบางส่วนเท่านั้นนะครับ หากสนใจสามรถ ดาวโหลดไฟล์ PDF มาอ่านได้ตามลิ้งค์นี้นะครับ  http://www.firstroyalfactory.org/download/book/6.pdf   โดยเนื้อหาส่วนที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้เริ่มตั้งแต่หน้า 53

“ ขอพระองค์ทรงพระเจริญ ยิ่งยืนนาน” ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้าผู้จัดทำเว็บ ไทยสมุนไพร.net

 

มะพร้าว เรามาทานมะพร้าวกันดีกว่า

วันนี้ผมเรื่องราวของมะพร้าวมาฝาก  ผมเชื่อว่าทุกคนคงรู้จักมะพร้าวแน่ๆ เพราะขนมไทยเกือบทุกชนิด จะมีการนำพืชชนิดนี้เป็นส่วนประกอบ ไม่ใส่ลงไปตรงๆ เช่นขูดเป็นฝอย ก็ใส่ลงไปทางอ้อมผ่านทางน้ำกระทิ  แต่ใครจะรู้ว่ามะพร้าว ก็จัดเป็นสมุนไพรไทย ที่มีคุณค่าเช่นกันเดียว มารู้จักมะพร้าวกันนะครับ

ต้นมะพร้าว

  • ชื่อทางวิทยาศาสตร์ของมะพร้าว  : Cocos nucifera L. var. nucifera
  • ชื่อในภาษาอังกฤษ : Coconut  (ส่วนน้ำกระทิ เรียก coconut milk นะครับ)
  • ชื่อวงศ์ : Palmae (หรือง่ายๆคือเป็นพืชตระกูลปาล์มนั่นเอง)
  • ชื่อตามภูมิภาคต่างๆของไทย  : เนื่องจากมะพร้าวขึ้นอยู่ทุกภูมิภาค จึงมีชื่อเรียกต่างๆ กัน เช่น ดุง (จันทบุรี) เฮ็ดดุง (เพชรบูรณ์) โพล (กาญจนบุรี) คอส่า (แม่ฮ่องสอน) พร้าว (นครศรีธรรมราช) หมากอุ๋น

 

ลักษณะของต้นมะพร้าว                                                                                                                                          

  • ลำต้น  :   ไม้ยืนต้น สูง 20-30 เมตร(สูงที่สุดในพืชตระกูลปาล์ม) ลำต้นกลม ตั้งตรง ไม่แตกกิ่งก้าน เปลือกต้นแข็ง สีเทา ขรุขระ มีรอยแผลใบ
  • ใบ       :    เป็นใบประกอบแบบขนนก ออกเรียงเวียน รูปพัดจีบ กว้าง 3.5- ซม. ยาว 80-120 ซม. โคนใบและปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ แผ่นใบเรียบสีเขียวแก่เป็นมัน โคนก้านใบใหญ่แผ่เป็นกาบหุ้มลำต้น
  • ดอก   :  ออกเป็นช่อแขนงตามซอกใบ ดอกเล็ก กลีบดอกที่ลดรูปมี 4-6 อัน ในช่อหนึ่งมีทั้งดอกเพศผู้และเพศเมีย ดอกเพศผู้อยู่ปลายช่อ ดอกเพศเมียอยู่บริเวณโคนช่อดอก ไม่มีก้านดอก ผล รูปทรงกลมหรือรี ผิวเรียบ
  • ผล     : ผลอ่อนมีสีเขียว ผลแก่มีสีน้ำตาล เปลือกชั้นกลางเป็นเส้นใยนุ่ม ชั้นในแข็งเป็นกะลา ชั้นต่อไปเป็นเนื้อผลสีขาวนุ่ม ข้างในมีน้ำใส

สรรพคุณทางด้านสมุนไพรไทย

  • เปลือกผล – รสฝาดขม สุขุม (ตามตำราโบราณเขาเรียกแบบนี้จริงๆครับ คงประมาณฝาดลึกๆ) ใช้ห้ามเลือด แก้ปวด เลือดกำเดาออก โรคกระเพาะ และแก้อาเจียน
  • กะลา  – แก้ปวดเอ็น ปวดกระดูก
  • ถ่านจากกะลา – รับประทานแก้ท้องเสีย และดูดสารพิษต่างๆ (ปัจจุบันมีถ่านแบบใช้ทานดูสารพิษ แก้ท้องเสียจ่ายให้ผู้ป่วยใน รพ. แล้วนะครับ ข้อนี้อาจไม่จำเป็นต้องทำตามก็ได้)
  • น้ำมันที่ได้จากการเผากะลา – ใช้ทา บาดแผล และโรคผิวหนัง แก้กลาก อุดฟัน แก้ปวดฟัน
  • เนื้อมะพร้าว – รสชุ่ม สุขุม ไม่มีพิษ รับประทานบำรุงกำลัง ขับพยาธิ
  • น้ำมันจากเนื้อมะพร้าว – ใช้ทาแก้กลาก และบาดแผลที่เกิดจากความเย็นจัด หรือถูกความร้อน และใช้ผสมทาแก้โรคผิวหนังต่างๆ นอกจากที่ยังใช้เป็นอาหาร ทาแก้ผิวหนัง แห้ง แตกเป็นขุย และชนิดที่บริสุทธิ์มากๆ ใช้เป็นตัวทำลายในยาฉีดได้
  • น้ำมะพร้าว – รสชุ่ม หวานสุขุม ไม่มีพิษ แก้กระหาย ทำให้จิตใจชุ่มชื่น แก้พิษ อาเจียนเป็นเลือด ท้องเสีย บวมน้ำ ขับปัสสาวะ แก้นิ่ว ในอดีตยามจำเป็น  น้ำมะพร้าวอ่อนอายุประมาณ 7 เดือน เคยใช้ฉีดเข้าเส้นเลือดแก้ภาวะการเสียน้ำได้ (ไม่แนะนำนะครับ ปัจจุบันนี้ให้รักษากับแพทย์แผนปัจจุบันดีกว่า)
  • ราก – รสฝาด หวาน ใช้ขับปัสสาวะ และแก้ท้องเสีย ต้มน้ำอมแก้ปากเจ็บ
  • เปลือกต้น – เผาเป็นเถ้า ใช้ทาแก้หิด และสีฟันแก้ปวดฟัน
  • สารสีน้ำตาล – ไหลออกมาแข็งตัวที่ใต้ใบ ใช้ห้ามเลือดได้ดี

การประยุกต์ใช้อื่นๆ  

มะพร้าวเก็บในช่วงผลแก่ และนำมาเคี่ยวเป็นน้ำมัน ทาแก้ปวดเมื่อย และขัดตามเส้นเอ็น เจือกับยาที่มีรสฝาด รักษาบาดแผลได้ใช้น้ำมะพร้าว มาปรุงเป็นยารักษาแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวกมานาน วิธีใช้ทำได้โดย การนำเอาน้ำมันมะพร้าว 1 ส่วน ในภาชนะคนพร้อมๆ กับเติมน้ำปูนใส 1 ส่วน โดยเติมทีละส่วนพร้อมกับคนไปด้วย คนจนเข้ากันดี แล้วทาที่แผลบ่อยๆ

งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับมะพร้าวมะพร้าว,น้ำมะพร้าว

อ้างอิงจากงานเขียนของคุณพนิตตา  สวัสดี  สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ  วช. นะครับ(ขอขอบคุณมา ณ ที่นี้ ) ซึ่งได้กล่าวถึงประโยชน์ของน้ำมะพร้าวอีกหลายประการคือ

  1. การดื่มน้ำมะพร้าวทุกวันจะช่วยชะลออาการอัลไซเมอร์ได้  โดยผลงานวิจัยของ ดร.นิซาอูดะห์ ระเด่นอาหมัด อาจารย์ประจำ ภาควิชากายวิภาคศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ พบว่าในน้ำมะพร้าวมีฮอร์โมนคล้ายฮอร์โมนเพศหญิง หรือเอสโตร-เจน (Estrogen) สูง ซึ่งมีผลช่วยชะลอการเกิดโรคอัลไซเมอร์หรือความจำเสื่อมในสตรีวัยทอง
  2. การดื่มน้ำมะพร้าวเป็นประจำทุกวัน   ยังสามารถช่วยสมานแผล ทำให้แผลหายเร็วขึ้นกว่าปกติ  และไม่ทิ้งรอยแผลเป็นอีกด้วย
  3. น้ำมะพร้าวช่วยเสริมสร้างความสวยใสของผิวพรรณ ทำให้เปล่งปลั่งและขาวนวลขึ้นจากภายในสู่   ภายนอกเพราะในน้ำมะพร้าวมีเอสโตรเจนอยู่   ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อการสร้างคอลลาเจนและอีลาสติน  ทำให้ผิวกระชับ ยืดหยุ่น และชะลอการเกิดริ้วรอยก่อนวัยได้
  4. น้ำมะพร้าวสามารถกระตุ้นการเจริญเติบโตและแบ่งเซลล์ได้ดี
  5. น้ำมะพร้าวมีฤทธิ์ขับปัสสาวะ  ขับของเสีย หรือสารพิษออกจากร่างกาย  (คล้ายๆ กับการทำดีท็อกซ์ )  จึงช่วยทำให้ผิวพรรณผ่องใส อีกทั้งความเป็นด่างของน้ำมะพร้าวยังช่วยปรับสมดุลของร่างกายในช่วงที่มีความเป็นกรดสูง  ทำให้กลไกการทำงานของระบบภายในเป็นปกติ

เป็นไงบ้างครับประโยชน์ของมะพร้าว ลองหามาทานกันดูนะครับ

ขอบคุณข้อมูลจาก คุณพนิตตา  สวัสดี  ภารกิจข้อมูลวิจัยและการบริหารจัดการข้อมูล สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ  วช. และฐานข้อมูลสมุนไพรไทย 200 ชนิด เฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระเทพฯ

 

ใบหม่อน ยอดชาสมุนไพรไทย

ใบหม่อน เมื่อได้ยินครั้งแรกคุณนึกถึงอะไร แน่นอนเมื่อสมัยก่อนคนอาจนึกถึงใบของพืชชนิดชนิดหนึ่ง ที่เอาไว้เลี้ยงดักแด้ของหนอนไหม แล้วสมัยนี้ล่ะเขานึกถึงอะไรกัน แน่นอนคันสิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้คือ ชาใบหม่อนชาสมุนไพรไทยนั่นเองนั่นเอง ก่อนที่จะพูดถึงชา เรามาพูดถึงต้นหม่อนกันก่อน

ชื่อสมุนไพร          หม่อน  หรือ mulberry (สังเกตฝรั่งเห็นอะไรเป็นลูกๆเป็นพวงๆ เขาเล่นเรียก berry หมด)
ชื่ออื่นๆ                 มอน (ตะวันออกเฉียงเหนือ)   ภาษาจีนแต้จิ๋วเรียก ซิวเอียะ
ชื่อวิทยาศาสตร์    Morus alba Linn.  ชื่อวงศ์  Moraceae
ใบหม่อนลักษณะของต้นหม่อน

  • ไม้พุ่มขนาดกลาง เปลือกต้นสีน้ำตาลแดง ลำต้นตั้งตรง แตกกิ่งก้านไม่มากนัก
  • ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปไข่ หรือรูปไข่กว้าง ขอบเรียบหรือหยักเว้าเป็นพู ขึ้นกับพันธุ์   ผิวใบสาก  ปลายเรียวแหลมยาว ฐานใบกลม หรือรูปหัวใจ หรือค่อนข้างตัด ใบอ่อนขอบจักเป็นพูสองข้างไม่เท่ากัน ขอบพูจักเป็นซี่ฟัน
  • ดอกช่อ รูปทรงกระบอกออกที่ซอกใบ และปลายยอด แยกเพศอยู่บนต้นเดียวกัน ช่อดอกเพศผู้และช่อดอกเพศเมียอยู่ต่างช่อกัน วงกลีบรวมสีขาวหม่น หรือสีขาวแกมเขียว ช่อดอกเป็นหางกระรอก
  • ผลเป็นผลรวม รูปทรงกระบอก มีสีเขียว เมื่อสุกสีม่วงแดงเข้ม เกือบดำ ฉ่ำน้ำ มีรสหวานอมเปรี้ยว

หม่อน  นอกจากจะเป็นอาหารตามธรรมชาติ เพียงชนิดเดียวของหนอนไหมแล้ว เรายังสามารถ ยอดอ่อนรับประทานได้ มักใช้ใส่แกงแทนผงชูรสเพื่อเพิ่มรสชาติอาหาร (นับว่าเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับคนที่อยากหลีกเลี่ยงผงชูรส )หรือใช้เป็นอาหารต่างผัก พบทั่วไปในป่าดิบ  และยังพบอีกว่าหากนำใบหม่อนให้วัวและควายกินสามรถทำให้มีน้ำนมเพิ่มขึ้นได้

คุณค่าทางด้านสมุนไพรของใบหม่อน

หลักๆเลยในใบหม่อนนั้นจะมีสารตามธรรมชาติอยู่หลายชนิด แต่ละชนิดมีคุณค่าทางด้านสมุนไพรไทยที่ แตกต่างกัน คือ

1.  สารดีอ็อกซิโนจิริมายซิน (Deoxynojirimycin) ซึ่งสารนี้เองมีผลในการลดระดับน้ำตาลในเลือด

2. กาบา  (GABA) หรือชื่อเต็มๆคือ gamma amino butyric acid ที่มีคุณสมบัติในการลดความดันโลหิต

3. สารฟายโตสเตอรอล  (Phytosterol) ที่มีประสิทธิภาพในการลดความระดับคอเลสเตอรอล

4. แร่ธาตุ และวิตามิน อื่นๆที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น แคลเซียม โปแตสเซียม โซเดียม แมกนีเซียม เหล็ก  สังกะสี  วิตามินเอ วิตามินบี อีกทั้งยังมี กรดอะมิโนหลายชนิด

5. สารเควอซิติน (quercetin) และ เคมเฟอรอล (kaempferol) ซึ่งเป็นสารกลุ่ม  ฟลาโวนอยด์ (Flavonoids) ที่มีคุณสมบัติ ป้องกันการดูดซึมของน้ำตาลในลำไส้เล็ก  ทำให้กระแสเลือดหมุนเวียนดี  และหลอดเลือดแข็งแรง  ยับยั้งการเกิดสารก่อมะเร็งเม็ดเลือด  มะเร็งเต้านม  และมะเร็งลำไส้ใหญ่ลดอาการแพ้ต่าง ๆ และยืดอายุเม็ดเลือดขาว

6.สารโพลีฟีนอลโดยรวม  (polyphenols) ซึ่งมีฤทธิ์ด้านอนุมูลอิสระที่มีประโยชน์แก่ร่างกาย (ลองอ่านดูเรื่องเกี่ยวกับสารต้านอนุมูลอิสระที่ลิงค์นี้นะครับ สารต้านอนุมูลอิสระ

การชงชาใบหม่อนให้ได้คุณค่า

ชาใบหม่อน

จริงก็ไม่มีอะไรมากครับ  โดยที่ให้เราชงด้วยน้ำร้อน 80 – 90 องศาเซลเซียส (กะเอาได้ครับคือหลังจากเดือดแล้วทิ้งไว้สักครู่)   จะรักษาปริมาณสารออกฤทธิ์ได้ดีที่สุด แล้วทิ้งไว้ นานอย่างน้อย 6 นาที ก่อนดื่ม จะได้คุณค่าทางโภชนาการและเภสัชวิทยา

เป็นไงบ้างครับ สำหรับเรื่องดีๆที่นำมาอ่านกันอย่าลื่มลองหาชาใบหม่อน ชาสมุนไพร แบบไทยๆมาทานกันดูบ้างนะครับ

ขอบคุณข้อมูลประกอบบทความจาก คุณวิโรจน์ แก้วเรือง ผู้เชี่ยวชาญด้านผลิตภัณฑ์หม่อนไหม และ ฐานข้อมูลสมุนสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี